
ดอลลาร์ดีดตัวแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือนในวันนี้ โดยได้แรงหนุนจากคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หลังการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และการที่เจ้าหน้าที่เฟดกล่าวสนับสนุนการใช้นโยบายที่เข้มงวดมากขึ้น
ณ เวลา 22.54 น.ตามเวลาไทย ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน บวก 0.20% สู่ระดับ 101.303 หลังจากแตะระดับ 101.310 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 29 ก.ค. ขณะที่ดอลลาร์ดีดตัว 0.07% สู่ระดับ 1.137 เทียบยูโร และแข็งค่า 0.39% สู่ระดับ 158.90 เยน
นักลงทุนพากันเพิ่มน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งภายในปีนี้ หลังการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ขณะที่เจ้าหน้าที่เฟดกล่าวสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 66.4% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 4.00-4.25% ในการประชุมเดือนต.ค. จากเดิมที่ให้น้ำหนัก 55.4% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
นอกจากนี้ นักลงทุนให้น้ำหนัก 50.3% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ระดับ 4.25-4.50% ในการประชุมเดือนธ.ค. จากเดิมที่ให้น้ำหนัก 41.7% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
ทั้งนี้ คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) มีมติเอกฉันท์ด้วยคะแนนเสียง 12-0 ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมวันที่ 16 ก.ย.ตามการคาดการณ์ของตลาด
การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี หรือนับตั้งแต่เดือนก.ค.2566 ซึ่งนับตั้งแต่นั้นมา เฟดได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย 6 ครั้ง รวม 1.75%
รายงาน Dot Plot ซึ่งแสดงการคาดการณ์ของเจ้าหน้าที่เฟด ระบุว่า เจ้าหน้าที่ 16 จากทั้งหมด 18 ราย คาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ดีดตัวทะลุระดับ 93 ดอลลาร์/บาร์เรลในวันนี้ และราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะลุ 105 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 22 ปี
นางแอนนา พอลสัน ประธานเฟด สาขาฟิลาเดลเฟีย กล่าวว่า เฟดอาจจำเป็นต้องเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อทำให้อัตราเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% ขณะที่แนวโน้มเงินเฟ้อยังคงเป็นเรื่องที่น่ากังวล
“เมื่อมองไปข้างหน้า หากสถานการณ์เป็นไปตามที่ดิฉันคาดไว้ การคุมเข้มนโยบายการเงินเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยก็อาจมีความเหมาะสม”
“แม้ว่าในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา แรงกดดันด้านราคาเริ่มชะลอตัวลงบ้าง แต่เงินเฟ้อพื้นฐานยังคงอยู่ที่ประมาณ 2.5-3% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟดอย่างมาก และช่องว่างดังกล่าวก็แทบไม่มีสัญญาณว่าจะลดลง”
“สิ่งดีที่สุดที่ดิฉันสามารถพูดได้เกี่ยวกับเงินเฟ้อพื้นฐานในปีนี้ก็คือ อย่างน้อยมันก็ไม่ได้แย่ลง” นางพอลสันกล่าว
นอกเหนือจากเรื่องเงินเฟ้อแล้ว นางพอลสันกล่าวว่า ผลผลิตทางเศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่ง ขณะที่ตลาดแรงงานยังคงทรงตัว
ด้านนายไมเคิล บาร์ สมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการเฟด กล่าวว่า เขาคาดว่าเฟดจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
“ตลาดแรงงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงมีความแข็งแกร่ง แต่เงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเรา และยังไม่มีแนวโน้มที่ชัดเจนว่าจะกลับเข้าสู่เป้าหมายภายในระยะเวลาที่เหมาะสม”
“ยิ่งไปกว่านั้น มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อการบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อ ขณะที่ความเสี่ยงต่อตลาดแรงงานลดลงแล้ว” นายบาร์กล่าว และเสริมว่า “ในกรณีพื้นฐานที่ผมคาดการณ์ไว้ มีแนวโน้มว่าเราจำเป็นต้องปรับนโยบายเพื่อให้มั่นใจว่าเงินเฟ้อจะลดลงสู่เป้าหมายภายในระยะเวลาที่เหมาะสม เราต้องการสนับสนุนการเติบโตที่ยั่งยืนและต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการจ้างงานเต็มศักยภาพและรักษาเสถียรภาพด้านราคา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อเป้าหมายดังกล่าว”
นายบาร์กล่าวถึงการที่เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าเป็นการดำเนินการที่สำคัญสำหรับนโยบายการเงิน ซึ่งก่อนหน้านี้อยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสมในการนำเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% ของเฟด
นายบาร์กล่าวถ้อยแถลงดังกล่าว ขณะที่เอสแอนด์พี โกลบอล รายงานว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 58.4 ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 62 เดือน จากระดับ 56.0 ในเดือนส.ค. ขณะเดียวกัน แรงกดดันด้านราคาก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนต.ค.2565
โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ




