นายพิริยพล คงวาณิช ,IAA ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บล. บัวหลวง (BLS) กล่าวว่า เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทย โดยประเมินว่าสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาค (Macro Backdrop) ยังเอื้อต่อ SET อย่างน้อยถึง 1H70 จาก 3 แรงส่งสำคัญ ได้แก่ กระแสเทคโนโลยีโลก (Tech Upcycle), วัฏจักรอุตสาหกรรมโลกขาขึ้น (Global Manufacturing Upcycle) และเงินทุนต่างชาติ (Foreign Fund Flow) ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับการปรับประมาณการกำไร SET ในทิศทางบวก (Earnings Upward Revision)
จึงคาดว่า SET ยังมีแนวโน้มเป็นขาขึ้นในช่วง ไตรมาส 4/69 –1H70 ก่อนเปลี่ยนจากการรับแรงส่งของตลาดในวงกว้าง ไปสู่การหมุนกลุ่มลงทุน (Sector Rotation) และการคัดเลือกหุ้น (Stock Selection) มากขึ้นใน 1H70 และเพิ่มน้ำหนักหุ้นปันผลและบริษัทที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่งเป็นแกนหลักของพอร์ต (Core Dividend) ใน 2H70 เมื่อแรงส่งจากวัฏจักรอุตสาหกรรมเริ่มแผ่วลง
แรงส่งแรก: Tech Upcycle หนุนทั้งการส่งออก การลงทุน และความต้องการใช้ไฟฟ้าของไทย
แผนเงินลงทุนของผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ (Hyperscaler CAPEX) คาดเติบโต 93% ในปี 69 และอีก 41% ในปี 70 ขณะที่รายได้ Cloud เริ่มเร่งตัว สะท้อนการนำ AI ไปใช้และการสร้างรายได้ (AI Adoption & Monetization) ที่เพิ่มขึ้น หนุนความต้องการ Semiconductor, Data Center และ Electronics Supply Chain ต่อเนื่อง
การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ของไทยคาดเติบโต 55% ในปี 69 และ 40% ในปี 70 ขณะที่เม็ดเงินลงทุนจาก FDI คาดเติบโต 50% และ 25% ตามลำดับ จาก Data Center และ Electronics นอกจากนี้ โครงการ Data Center ที่ได้รับอนุมัติแล้วจะทยอยเปลี่ยนจากการอนุมัติการลงทุน (Investment Approval) ไปสู่ความต้องการใช้ไฟฟ้าจริง (Electricity Demand) หนุนการลงทุนโรงไฟฟ้า ระบบสายส่ง Solar Rooftop และโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าในระยะถัดไป
แรงส่งที่สอง: Manufacturing Upcycle ยังอยู่ในช่วงต้นของวัฏจักร หนุน Earnings Cycle ของ SET
วัฏจักรอุตสาหกรรมโลกปัจจุบันเข้าสู่ช่วงฟื้นตัวระยะแรก (Early Recovery) ตั้งแต่เดือน มี.ค. 69 โดย Global Plays เช่น พลังงาน ปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์และบรรจุภัณฑ์ คิดเป็นประมาณ 28% หรือเกือบหนึ่งในสามของกำไร SET ปี 69 ทำให้การฟื้นตัวของ Manufacturing Cycle มีผลโดยตรงต่อ Earnings Cycle ของตลาดหุ้นไทย
ข้อมูลในอดีตพบว่า ในช่วง Early Recovery ประมาณการกำไรของ Chemical และ Global Cyclical ถูกปรับขึ้นเฉลี่ย 36% และ 6% ตามลำดับ ขณะที่ Early Recovery โดยทั่วไปครอบคลุมช่วง 12 เดือนแรก ก่อนทยอยเข้าสู่ Mid/Late Cycle ในปีที่สอง จึงยังสนับสนุนมุมมองเชิงบวกต่อ SET ในช่วง ไตรมาส 4/69 –1H70
แรงส่งที่สาม: Foreign Fund Flow มีโอกาสไหลเข้าต่อ หาก Tech, Manufacturing และ Earnings Cycle ยังเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน
การศึกษาข้อมูลย้อนหลังปี 59–69 ผ่าน 6 ตัวแปรด้าน Global Cycle, Earnings และ Market Momentum พบว่า เมื่อทั้ง 6 ปัจจัยอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยพร้อมกัน เงินทุนต่างชาติในช่วง 3 เดือนถัดมาเป็นบวกถึง 89% และมีค่ากลางเงินไหลเข้าที่ Bt34bn สัญญาณปัจจุบันยังสอดคล้องกับเงื่อนไขดังกล่าว ประเมิน Foreign Net Buy ทุก Bt10bn อาจหนุน SET ราว 15–20 จุด
เศรษฐกิจไทยยังเป็น K-shape เน้น Margin Resilience มากกว่าการฟื้นตัวของ Consumption ในวงกว้าง
การบริโภคยังถูกกดดันจากค่าครองชีพและต้นทุนพลังงาน จึงเน้นบริษัทที่มีอำนาจกำหนดราคา ส่งผ่านต้นทุน และรักษาอัตรากำไรได้ดี ส่วนการท่องเที่ยว เน้นคุณภาพของรายได้มากกว่าจำนวนนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) ที่ใช้จ่ายสูงและพักนาน ซึ่งช่วยหนุนรายได้และกำไรของธุรกิจท่องเที่ยว
SET ยังมี Upside แต่เริ่มเน้น Sector Rotation ในช่วง 1H70
จากแรงส่งทั้งสามด้าน เราประเมินว่า SET ยังมีแนวโน้มเป็นขาขึ้นในช่วง ไตรมาส 4/69 – ต้น 1H70 และมีโอกาสเคลื่อนเข้าใกล้เป้าหมายดัชนีในกรณีดีที่สุดของเรา (Bull Case) ที่ 1,780 จุด ก่อนเข้าสู่การเคลื่อนไหวในกรอบมากขึ้น เมื่อ Manufacturing Cycle และ Earnings Momentum ของกลุ่มเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลก Global Cyclicals เริ่มชะลอลง
ภายใต้กรณีฐาน เราประเมิน SET สิ้นปี 70 ที่ 1,710 จุด อิง SET EPS 106 บาท ลดลง 4% YoY และ Target PER 16.0 เท่า หรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีประมาณ 0.25SD โดยการลดลงของกำไรรวมเกิดจากการปรับฐานของกำไรกลุ่มพลังงานต้นน้ำ โรงกลั่น และปิโตรเคมีเป็นหลัก ขณะที่ ผู้นำการเติบโตปี 2027 นำโดยกลุ่ม Electronics, Tourism/Transport และ Consumer
กลยุทธ์ลงทุน ไตรมาส 4/69 เน้นกลยุทธ์แบบสองขั้ว (Barbell Strategy) เพื่อรับแรงส่งจากวัฏจักรที่ยังเป็นบวก ควบคู่กับการกระจายความเสี่ยง โดยแกนแรกเน้น พลังงานและปิโตรเคมี (Energy & Chemical) ที่ได้ประโยชน์จาก Manufacturing Upcycle และช่วยป้องกันความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ได้แก่ PTT และ PTTGC
อีกแกนเน้น การเติบโตเชิงโครงสร้างและหุ้นที่มีแรงส่งกำไร (Structural Growth & Earnings Plays) ผ่านกลุ่มไฟฟ้าที่ได้ประโยชน์จากการลงทุน Data Center และความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ GULF, GPSC และ GUNKUL ควบคู่กับ Selective Domestic & Tourism Plays โดยกลุ่มห้างสรรพสินค้าเน้น CRC และค้าปลีกสินค้าไอทีเน้น COM7 ซึ่งมีความสามารถในการรักษา Margin และส่งผ่านต้นทุนได้ดี กลุ่มท่องเที่ยวเน้นการเร่งตัวของนักท่องเที่ยว Long-haul ผ่าน AOT, AWC และ CENTEL ขณะที่กลุ่มโรงพยาบาลเน้นความชัดเจนและความทนทานของกำไรผ่าน BH และ BDMS
พร้อมทยอยสะสม หุ้นผู้นำการเติบโตปี 70 ที่รายได้และอุปสงค์พื้นฐานยังแข็งแกร่ง แต่ Margin ถูกกดดันชั่วคราวจากต้นทุนพลังงานที่สูงจากสงคราม และคาดกลับมาเติบโตแข็งแกร่งในปี 70 ได้แก่ กลุ่มเครื่องดื่ม CBG, ICHI และโรงไฟฟ้า SPP อย่าง BGRIM
1H70: Shift from Beta to Earnings Alpha — จาก Cyclical Winners สู่ Earnings Recovery
เมื่อ Manufacturing Cycle เข้าสู่ปีที่สองและทยอยเข้าสู่ Mid/Late Cycle แรงส่งของ Cyclical Beta มีแนวโน้มลดลง โดยข้อมูลในอดีตพบว่า Earnings Revision ของ Chemical และ Global Cyclical ในช่วงดังกล่าวลดลงเฉลี่ย 25% และ 6% ตามลำดับ
ขณะเดียวกัน ฐานราคาน้ำมัน (Oil), ค่าการกลั่น (GRM) และส่วนต่างปิโตรเคมี (Petrochemical Spreads) ที่อยู่ในระดับสูงในช่วง ไตรมาส 2 – 3/69 จะเริ่มสร้างฐานเปรียบเทียบที่สูงและกดดัน YoY Earnings Growth ตั้งแต่ ไตรมาส 2/70 จึงควรทยอยเปลี่ยนจากการลงทุนตามวัฏจักรในวงกว้าง ไปสู่ Sector Rotation และ Stock Selection มากขึ้น โดยหมุนจาก Cyclical Winners ไปสู่กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลง (Anti-commodity) และหุ้นที่กำไรมีโอกาสฟื้นตัวหลังแรงกดดันจากสงครามคลี่คลาย (Earnings Recovery) ได้แก่ กลุ่มเครื่องดื่ม โรงไฟฟ้า SPP และโรงแรมที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม เช่น CENTEL
2H70: Defensive/Yield Play — เพิ่ม Core Dividend เมื่อความเสี่ยง Earnings Downgrade สูงขึ้น
ความเสี่ยงต่อการปรับลดประมาณการกำไร (Earnings Downgrade) จะเพิ่มขึ้นเมื่อ Manufacturing Cycle เข้าสู่ปีที่ 2 โดยข้อมูลในอดีตพบว่า ตั้งแต่เดือนที่ 18 หลัง Early recovery กลุ่ม Chemical และ Global Cyclical ถูกปรับลดประมาณการกำไรเฉลี่ย 34% และ 14% ตามลำดับ ทำให้ช่วงตั้งแต่ ไตรมาส 3/70 เป็นต้นไปเป็นจุดที่ต้องเพิ่มความระมัดระวังต่อ Earnings Momentum ของหุ้นวัฏจักร
กลยุทธ์จึงควรทยอยเปลี่ยนเข้าสู่ Core-Satellite Strategy โดยใช้หุ้นปันผลสูงและบริษัทที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่งเป็นแกนหลักของพอร์ต (Core Dividend) ขณะที่ยังคงใช้หุ้นเติบโตคุณภาพ (Quality Growth) และบริษัทที่มีปัจจัยขับเคลื่อนกำไรเฉพาะตัว (Company-specific Earnings Drivers) เป็น Satellite เพื่อสร้าง Alpha





