
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม พร้อมนายชยธรรม์พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม คณะผู้บริหาร เข้าพบและหารือกับ นายมาซาฮิโกะ มาเอดะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำภูมิภาคเอเชีย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์คอร์ปอเรชั่น เพื่อรับฟังทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์และนวัตกรรมการเดินทางแห่งอนาคต พร้อมแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับระบบคมนาคมของประเทศไทย
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การพัฒนาเทคโนโลยีของ Toyota มีหลายส่วนที่สอดคล้องกับทิศทางของกระทรวงคมนาคม โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการเดินทาง ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงระบบคมนาคมได้อย่างสะดวกและเท่าเทียม
ทั้งนี้ Toyota ได้นำเสนอแนวคิดการพัฒนาจากผู้ผลิตรถยนต์ไปสู่การเป็นบริษัทด้านการเดินทางและการขับเคลื่อน ภายใต้แนวทาง การเดินทางสำหรับทุกคน ความเป็นกลางทางคาร์บอน เพื่อการสร้างสิ่งที่ดีที่สุดให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ รวมถึงแนวทางที่เปิดกว้างต่อเทคโนโลยีพลังงานหลากหลายรูปแบบ ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า Hybrid, Plug-in Hybrid, Biofuel, Hydrogen และ Fuel Cell โดยพิจารณาความเหมาะสมตามโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และบริบทของแต่ละประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอเทคโนโลยี Autonomous Driving หรือระบบขับขี่อัตโนมัติ ซึ่ง บริษัทตั้งเป้าหมายไปสู่การลดอุบัติเหตุบนท้องถนน (Zero Accident) ผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างเทคโนโลยีภายในรถ AI เซนเซอร์ ผู้ใช้ถนน และโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการพัฒนารถรับส่งอัตโนมัติ e-Palette, Robotaxi และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างยานพาหนะกับโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อช่วยตรวจจับและแจ้งเตือนความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นบนท้องถนน
บริษัทยังนำเสนอการพัฒนา eVTOL หรืออากาศยานไฟฟ้าขึ้นลงในแนวดิ่ง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของ Air Mobility แห่งอนาคต ตลอดจนแนวคิด Mobility Service Platform ที่เชื่อมโยงการเดินทาง ยานพาหนะ โครงสร้างพื้นฐาน และบริการของเมืองเข้าด้วยกัน
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีใหม่มาเพิ่มประสิทธิภาพระบบคมนาคม แต่การนำมาใช้ในประเทศไทยต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งกฎหมาย มาตรฐานความปลอดภัย โครงสร้างพื้นฐาน ต้นทุน และความพร้อมของประชาชน โดยเฉพาะระบบขับขี่อัตโนมัติ ซึ่งนอกจากเทคโนโลยีแล้ว สิ่งสำคัญคือการลด Human Error และสร้างวินัยในการใช้รถใช้ถนน เพื่อให้เทคโนโลยีสามารถช่วยยกระดับความปลอดภัยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
สำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน นายพิพัฒน์ได้เสนอให้ Toyota พิจารณาศักยภาพของประเทศไทยในฐานะประเทศเกษตรกรรม โดยนอกจากพลังงานไฟฟ้าแล้ว ไทยยังมีวัตถุดิบที่สามารถต่อยอดสู่ Biofuel จากอ้อย มันสำปะหลัง และปาล์ม ซึ่งการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานที่เหมาะสมกับประเทศไทยจะสามารถสร้างประโยชน์ได้ทั้งต่อภาคคมนาคม สิ่งแวดล้อม และช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตของเกษตรกรไทย
ขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับ Hydrogen และ Fuel Cell โดย บริษัทระบุว่าอุปสรรคสำคัญในปัจจุบันคือต้นทุนของ Hydrogen ที่ยังอยู่ในระดับสูง และเห็นว่าความท้าทายสำคัญคือการทำให้สามารถผลิตและจัดหา Hydrogen ได้ในราคาที่เหมาะสมต่อการใช้งานจริงในอนาคต
นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยกับ Toyota มีความสัมพันธ์ด้านการลงทุนและอุตสาหกรรมยานยนต์มาอย่างยาวนาน การลงทุนของ Toyota ไม่ได้สร้างเพียงฐานการผลิตรถยนต์ แต่ยังสร้างการจ้างงาน รายได้ การพัฒนาบุคลากร และห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับคนไทยจำนวนมาก จึงได้เชิญชวนให้ Toyota ยังคงใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและฐานการลงทุนที่สำคัญอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งพิจารณานำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาต่อยอดการผลิตและการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศไทย
พร้อมได้เชิญชวนผู้บริหาร Toyota ให้มีการหารือกับรัฐบาลไทยอย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวงคมนาคมพร้อมทำหน้าที่ประสานความร่วมมือ และพร้อมสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันพิจารณาว่าเทคโนโลยีใดเหมาะสมกับประเทศไทย และจะนำไปสู่การใช้งานจริงเพื่อประโยชน์ของประชาชน
ในช่วงท้าย นายพิพัฒน์กล่าวขอบคุณผู้บริหาร Toyota สำหรับการต้อนรับและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พร้อมย้ำความสัมพันธ์อันยาวนานและแสดงความหวังว่า Toyota รวมถึงนักลงทุนญี่ปุ่นจะยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย เพิ่มโอกาสการลงทุน การผลิต และการจ้างงาน พร้อมร่วมกับภาครัฐไทยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์และระบบคมนาคมไปสู่อนาคตอย่างยั่งยืน





