
รัสเซียประกาศขยายระยะเวลาห้ามกลุ่มผู้ผลิตส่งออกน้ำมันดีเซลไปจนถึงสิ้นเดือนต.ค. ในวันนี้ (30 ก.ย.) ซึ่งซ้ำเติมวิกฤตตลาดพลังงานโลกที่กำลังตึงตัวจากการสู้รบในอิหร่านและยูเครนที่ฉุดรั้งการจัดส่งพลังงาน และส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลในสหรัฐฯ และอังกฤษพุ่งสูงขึ้นทำสถิติใหม่
ที่ผ่านมารัสเซียได้ประกาศใช้มาตรการจำกัดการส่งออกน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลอยู่บ่อยครั้ง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อควบคุมราคาน้ำมันภายในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้น และรับมือกับปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงอันเกิดจากการที่โดรนของยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันหลายแห่ง
ก่อนหน้านี้ในช่วงปลายเดือน ส.ค. รัสเซียได้ต่ออายุมาตรการห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลไปจนถึงสิ้นเดือนก.ย. โดยยังคงอนุญาตให้มีการจัดส่งไปยังประเทศต่าง ๆ เช่น กลุ่มอดีตสาธารณรัฐโซเวียต และมองโกเลีย ภายใต้ข้อตกลงระหว่างรัฐบาล
ทั้งนี้ วิกฤตการขาดแคลนเชื้อเพลิงและราคาที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลกกำลังเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ซึ่งราคาดีเซลพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เกินกว่า 6.50 ดอลลาร์ต่อแกลลอน กลายเป็นความเสี่ยงทางการเมืองสำหรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ในช่วงก่อนที่ศึกเลือกตั้งกลางเทอมจะเปิดฉากขึ้น
ขณะเดียวกัน สมาคมยานยนต์ อาร์เอซี (RAC) เผยว่า ราคาดีเซลหน้าปั๊มในอังกฤษได้พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน
โดยปกติแล้ว รัสเซียเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดีเซลรายใหญ่อันดับสองของโลกรองจากสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม รัสเซียได้ลดปริมาณการส่งออกลงตั้งแต่ช่วงฤดูร้อน ก่อนที่จะประกาศใช้มาตรการห้ามส่งออกไปยังต่างประเทศดังกล่าว
โดย ตนุพัฒน์ ปิยะรัตน์/พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต





