
ธนาคารกสิกรไทย ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในสัปดาห์หน้า (5-9 ต.ค. 69) ที่ระดับ 33.20-33.90 บาท/ดอลลาร์ฯ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนก.ย. ของไทย สถานการณ์ในตะวันออกกลาง และทิศทางบอนด์ยีลด์ทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐฯ
ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI/ISM ภาคบริการ, ตัวเลขเงินเฟ้อคาดการณ์ในมุมมองผู้บริโภคสหรัฐฯ เดือนก.ย., ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (เบื้องต้น) เดือนต.ค., จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และบันทึกการประชุมเฟดเมื่อ 15-16 ก.ย. นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามดัชนี PMI ภาคบริการเดือนก.ย. ของจีน ญี่ปุ่น ยูโรโซน และอังกฤษด้วยเช่นกัน
โดยในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา (28 ก.ย.-1 ต.ค.) เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 2 เดือน ก่อนฟื้นตัวได้เล็กน้อยท้ายสัปดาห์ โดยเงินบาททยอยอ่อนค่าตามสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาค ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาน้ำมันตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้นจากสถานการณ์ไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง หลังปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
นอกจากนี้ เงินบาทยังมีปัจจัยลบเพิ่มเติม จากราคาทองคำในตลาดโลกที่ร่วงลงหลุดแนว 4,200 ดอลลาร์ฯ ต่อออนซ์ ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ แข็งค่าขึ้นตามสัญญาณกังวลเงินเฟ้อจากเจ้าหน้าที่เฟด การปรับสูงขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ประกอบกับยังมีปัจจัยบวกจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ (อาทิ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และข้อมูล PMI ภาคการผลิตเดือนก.ย.) ที่ออกมาค่อนข้างดี และหนุนแนวโน้มการคุมเข้มนโยบายการเงินของเฟดในระยะข้างหน้า
ทั้งนี้ เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 2 เดือน ที่ระดับ 33.71 บาท/ดอลลาร์ฯ (อ่อนค่าสุดนับตั้งแต่ 27 ก.ค. 69) ก่อนจะฟื้นตัวแข็งค่ากลับมาบางส่วนช่วงท้ายสัปดาห์ หลังราคาน้ำมันตลาดโลกปรับลดลง ประกอบกับแรงหนุนของเงินดอลลาร์ฯ ชะลอลงบางส่วนก่อนการรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร และอัตราการว่างงานของสหรัฐฯ
โดยในวันศุกร์ที่ 2 ต.ค. 69 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 33.58 บาท/ดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 33.36 บาท/ดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (25 ก.ย.) สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างสัปดาห์ 28 ก.ย.-2 ต.ค. 2569 นั้น นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 26,769 ล้านบาท และมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Outflows ออกจากตลาดพันธบัตรไทย 9,853 ล้านบาท (ขายสุทธิพันธบัตร 9,848 ล้านบาท และตราสารหนี้หมดอายุ 5 ล้านบาท)
โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์





