
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) เดือนก.ย.69 อยู่ที่ระดับ 102.93 หรือเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น 2.82% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่าปีก่อน จากผลกระทบของวิกฤติความมั่นคงทางพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น และความขัดแย้งยังไม่มีแนวโน้มคลี่คลาย
นอกจากนี้ ราคาอาหารสำเร็จรูปปรบตัวสูงขึ้นจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นในหลายด้าน ประกอบกับการปรับตัวสูงขึ้นของราคาอาหารสด ทั้งไข่ไก่ ไก่สด ผักสด และผลไม้สด ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากผลผลิตได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวน
ขณะอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค. – ก.ย. 69) เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1.54%
ด้านดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) เดือนก.ย. 69 อยู่ที่ระดับ 102.98 หรืออัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน สูงขึ้น 1.50% ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เฉลี่ย 9 เดือนแรกของปีนี้ อยู่ที่ 1.01%

สำหรับราคาสินค้าและบริการสำคัญในเดือนก.ย.69 ที่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดือนส.ค. 69 มีดังนี้
- สินค้าและบริการที่ราคาเพิ่มขึ้น 301 รายการ ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง, ค่าเช่าบ้าน, ค่าโดยสารสาธารณะ, ก๋วยเตี๋ยว, อาหารสำเร็จรูป, ข้าวสารเจ้า, ไข่ไก่, ไก่สด, เนื้อสุกร, มะนาว, ต้นหอม, ผักกาดขาว, น้ำดื่ม เป็นต้น
- สินค้าและบริการที่ราคาลดลง 132 รายการ ได้แก่ ค่ากระแสไฟฟ้า, ค่าธรรมเนียมผ่านทางพิเศษ, ข้าวสารเหนียว, ปลานิล, มะเขือเทศ, กะหล่ำปลี, ขิง, ผักบุ้ง, ซอสหอยนางรม, โฟมล้างหน้า, น้ำยาปรับผ้านุ่ม และน้ำยาถูพื้น เป็นต้น
- สินค้าและบริการที่ราคาไม่เปลี่ยนแปลง 31 รายการ ได้แก่ ค่าบริการส่วนกลาง, ค่าเบี้ยประกันทรัพย์สิน, ค่าน้ำประปา, ค่าโดยสารรถไฟ, ค่าโดยสารแท็กซี่, ค่าบริการจอดรถ เป็นต้น

ผู้อำนวยการ สนค. กล่าวว่า ได้ปรับเป้าหมายเงินเฟ้อในปี 2569 มาอยู่ที่ 1.8-2.2% จากเดิมคาดไว้ที่ 1.5-2.5% โดยมีสมมติฐานสำคัญจาก อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ปีนี้ จะเติบโตได้ 2.0-2.5% ราคาน้ำมันดิบดูไบ เฉลี่ยทั้งปีที่ 85-95 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยน เฉลี่ยทั้งปีที่ 32.40-32.90 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนต.ค.นี้ คาดว่าจะมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นจากเดือนก.ย.ที่ผ่านมา จาก 4 ปัจจัยสำคัญ คือ 1.ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล และแก๊สโซฮอล์ 95 2.ราคาผักสด ที่ได้รับผลกระทบจากพื้นที่เพาะปลูกโดนน้ำท่วม เป็นตัวดันให้ราคาอาหารในช่วงต้นเดือนเพิ่มสูงขึ้น 3.ภาวะเอลนีโญ สภาพอากาศที่แปรปรวนเป็นความเสี่ยงซ้ำเติมราคาอาหาร ไม่ว่าจะเป็นข้าว, เนื้อสัตว์, ไข่, ผัก-ผลไม้สด 4.เทศกาลกินเจ (ช่วง 10-18 ต.ค.) เป็นแรงกดดันชั่วคราวต่อเงินเฟ้อในเดือนต.ค. เนื่องจากมีความต้องการสินค้าผัก-ผลไม้สด และกลุ่มโปรตีนเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้ราคาสินค้าดังกล่าว ปรับเพิ่มสูงขึ้นได้ชั่วคราว และจะคลี่คลายลงหลังจบเทศกาลกินเจ
“เงินเฟ้อเดือนต.ค. มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น โดยได้รับแรงกดดันเพิ่มขึ้นจากสินค้าในกลุ่มพลังงาน และราคาอาหารสดเป็นหลัก” นายนันทพงษ์ ระบุ
ส่วนแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ในช่วงไตรมาส 4/2569 (ต.ค. – ธ.ค.) คาดว่าจะเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยที่สนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่
- ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศทรงตัวสูงกว่าปีก่อน จากผลกระทบของวิกฤติความมั่นคงทางพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น และความขัดแย้งยังไม่มีแนวโน้มคลี่คลาย เพราะการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ยังไม่มีข้อยุติร่วมกัน
- ราคาอาหารสำเร็จรูปทยอยปรับตัวสูงกว่าปีก่อน จากต้นทุนที่ปรับขึ้นในหลายด้าน
- ค่าใช้จ่ายในการเดินทางปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าโดยสารรถประจำทาง ตามต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงกว่าปีก่อน
- ราคาอาหารสดที่มีความอ่อนไหวต่อสภาพอากาศ มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากอุปทานบางส่วนได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวน
อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยกดดันที่ทำให้เงินเฟ้อมีโอกาสปรับตัวลดลง ได้แก่ ค่ากระแสไฟฟ้า ในรอบเดือนก.ย.-ธ.ค.69 อยู่ที่หน่วยละ 3.86 บาท ซึ่งต่ำกว่ารอบก่อนที่หน่วยละ 3.95 บาท, ราคาของใช้ส่วนบุคคล มีแนวโน้มปรับลดลงจากภาวะการแข่งขันที่สูง และผู้ประกอบการรายใหญ่ จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ยังมีปัจจัยเพิ่มเติมที่เข้ามามีผลต่ออัตราเงินเฟ้อในปีนี้ ได้แก่ ราคาอาหารจานเดียว อาจสูงขึ้น 3-5% ค่ากระแสไฟฟ้า 3.86 บาท/หน่วย ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศ 38-42 บาท/ลิตร และหากอุทกภัย-เอลนีโญ ไม่ส่งผลกระทบในวงกว้าง

นายนันทพงษ์ ยังกล่าวถึงผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมต่ออัตราเงินเฟ้อในปีนี้ว่า จากสถานการณ์อุทกภัย ที่เริ่มเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนก.ย. 69 จนถึงล่าสุด ทั้งในส่วนของพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล รวมทั้งอีกหลายจังหวัดในภาคกลาง และภาคตะวันออกนั้น คาดว่าจะมีผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อทั้งปี ที่ 0.1% โดยราคาสินค้าอาหารสดช่วงปลายเดือน ก.ย.69 ยังไม่ปรากฎแรงกดดันด้านราคาในวงกว้าง เมื่อเทียบกับมหาอุทกภัยในปี 54
แต่อย่างไรก็ดี สถานการณ์น้ำท่วมในปีนี้ มีแรงกดดันกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มสินค้าผักสดเป็นสำคัญ ซึ่งทำให้ราคาปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3.49% ขณะที่สินค้าในกลุ่มผลไม้ เนื้อสัตว์ประเภทเป็ด ไก่ ปลา ยังทรงตัว

ด้านนายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวถึงการดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในช่วงภาวะน้ำท่วม ว่า กรมการค้าภายใน ได้ขอความร่วมมือไปยังผู้ผลิต โมเดิร์นเทรด และร้านค้าส่ง-ค้าปลีกในการตรึงราคาสินค้า และจัดโปรโมชั่นในช่วงนี้ โดยคาดว่าในช่วงปลายเดือนต.ค. กระทรวงพาณิชย์ จะจัดหาสินค้าจำเป็นในการครองชีพราคาประหยัด ไปจำหน่ายให้แก่ประชาชนในพื้นที่หลังจากน้ำลดแล้ว โดยจะดำเนินการในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลก่อน และจะขยายไปยังจังหวัดอื่น ๆ ต่อไป ซึ่งกระทรวงฯ ได้เตรียมทำแผนของบประมาณราว 1,000 ล้านบาทไว้แล้ว
ส่วนปัญหาไข่ไก่ ที่แหล่งผลิตในจังหวัดฉะเชิงเทราเกือบ 100% ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมนั้น อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า จากการสำรวจปริมาณความต้องการใช้ กับปริมาณการผลิต ยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน แต่อย่างไรก็ดี กรมฯ ได้ขอความร่วมมือไปยังผู้ผลิตรายใหญ่ ให้ช่วยลดปริมาณการส่งออกไข่ไก่ลงอย่างน้อย 30-50% เพื่อเติมสินค้าเข้าสู่ตลาดภายในประเทศ หรืออาจใช้แนวทางเลื่อนแผนการส่งออกในเดือน ต.ค.-พ.ย. ออกไปก่อน
พร้อมกันนี้ ได้ขอความร่วมมือให้ผู้เลี้ยงตรึงราคาไข่คละหน้าฟาร์มไว้ ส่วนมาตรการดูแลผู้เลี้ยงไก่ไข่นั้น กรมการค้าภายใน จะได้หารือกับทางกรมปศุสัตว์ เพื่อหามาตรการช่วยเหลือผู้เลี้ยงในรายที่ได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำท่วม ว่าจะมีแนวทางในการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูอย่างไรได้บ้าง ทั้งนี้ เพื่อให้ปริมาณไข่ไก่สามารถกลับเข้าสู่ตลาดได้มากขึ้น
โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน





