ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เผยแพร่รายงานการประชุมนโยบายการเงินประจำเดือนก.ย.ในวันพุธ (7 ต.ค.) โดยระบุว่า กรรมการเฟดมีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับเหตุผลในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมครั้งนี้ โดยกรรมการบางส่วนมองว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อจำกัดผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงาน ขณะที่บางส่วนเห็นว่าจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่เกิดจากอุปสงค์
รายงานการประชุมระบุว่า กรรมการเฟดส่วนใหญ่เชื่อว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งก่อนสิ้นปีนี้ น่าจะเป็นเรื่องที่เหมาะสม เนื่องจากเงินเฟ้อยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟดเป็นเวลานาน
ในการประชุมระยะเวลา 2 วันซึ่งเสร็จสิ้นลงในวันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟดมีมติเอกฉันท์ด้วยคะแนนเสียง 12-0 ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนก.ค. 2566 ส่วนรายงาน Dot Plot ระบุว่า เจ้าหน้าที่ 16 จากทั้งหมด 18 ราย คาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้
“ในส่วนของแนวโน้มนโยบายการเงินหลังจากการประชุมครั้งนี้ กรรมการเฟดส่วนใหญ่ประเมินว่า การปรับขึ้นกรอบเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (Federal Funds Rate) อีกครั้งก่อนสิ้นปีนี้ น่าจะมีความเหมาะสม”
“กรรมการเฟดหลายรายเน้นย้ำว่า การปรับกรอบเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นนั้น ถือเป็นการดำเนินการที่รอบคอบในแง่ของการบริหารความเสี่ยง โดยเป็นการป้องกันไม่ให้เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมายเป็นเวลานาน อันเนื่องมาจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งเกินคาด หรือผลกระทบจากภาวะช็อกด้านอุปทานที่อาจเกิดขึ้นอีก” รายงานการประชุมระบุ
“อย่างไรก็ตาม กรรมการเฟดย้ำว่า พวกเขาเข้าร่วมการประชุมแต่ละครั้งด้วยมุมมองที่เปิดกว้าง และการตัดสินใจในการประชุมครั้งต่อ ๆ ไปในอนาคตจะขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ได้รับมา รวมทั้งผลกระทบของข้อมูลเหล่านั้นที่มีต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและความสมดุลของความเสี่ยง” รายงานการประชุมระบุเพิ่มเติม
ในการประชุมครั้งนี้ เควิน วอร์ช ประธานเฟด กล่าวในระหว่างการแถลงข่าวว่า เงินเฟ้ออยู่ในระดับที่สูงเกินไป และยืดเยื้อนานเกินไป โดยระบุว่า ทั้งตัวเขาและกรรมการคนอื่น ๆ ของเฟดไม่พึงพอใจกับระดับเงินเฟ้อในปัจจุบัน
ทั้งนี้ วอร์ชเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างเสถียรภาพของราคาผู้บริโภค เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ
“เสถียรภาพด้านราคาคือรากฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ และผมคิดว่าเราได้ก้าวสู่ขั้นตอนที่สำคัญในวันนี้เพื่อให้เป้าหมายดังกล่าวเกิดขึ้น โดยส่วนหนึ่งทำได้ด้วยการยกเลิกนโยบายผ่อนคลายทางการเงินตามที่ผมได้กล่าวไปก่อนหน้านี้” วอร์ชกล่าว และเสริมว่า เฟดสามารถยับยั้งผลกระทบในระลอกสองและระลอกสามจากวิกฤตเงินเฟ้อได้
โดย รัตนา พงศ์ทวิช/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์





