ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดขยับขึ้นเล็กน้อยในวันพฤหัสบดี (8 ต.ค.) ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปิดลดลง โดยตลาดถูกกดดันจากความวิตกกังวลว่าราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอันเนื่องมาจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ และผลักดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยลบจากการร่วงลงของหุ้นกลุ่มผลิตชิป
- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ปิดที่ 51,231.64 จุด เพิ่มขึ้น 51.77 จุด หรือ +0.10%
- ดัชนี S&P500 [SP500.X] ปิดที่ 7,765.36 จุด ลดลง 36.41 จุด หรือ -0.47%
- ดัชนี Nasdaq [NASDAQ.X] ปิดที่ 27,193.34 จุด ลดลง 345.35 จุด หรือ -1.25%
ราคาน้ำมัน WTI [WTI.X] พุ่งขึ้น 3.64% และราคาน้ำมันเบรนท์ [BRENT.X] พุ่งขึ้น 4.07% หลังมีรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงของทำเนียบขาว ได้หารือกันถึงความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะกลับมาใช้ปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ต่ออิหร่านในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังพุ่งขึ้นจากความกังวลว่าข่าวพายุเฮอริเคนอีไซอัส (Isaias) อาจส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำมันนอกชายฝั่งของสหรัฐฯ ในอ่าวเม็กซิโก
การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันได้กระตุ้นให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นของเฟด โดยล่าสุด คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ สมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการเฟดกล่าวว่า เฟดอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก เพื่อให้เงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% ของเฟด
วอลเลอร์กล่าวในการประชุม Istanbul Economic Forum ในวันพฤหัสบดีว่า “หากตัวเลขเศรษฐกิจยังคงเป็นไปตามที่คาด ผมก็คาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก เพื่อช่วยให้เงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% ของเราได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ดี ยังมีความยืดหยุ่นในเรื่องของช่วงเวลาที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยการปรับขึ้นดอกเบี้ยไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นติดต่อกัน แต่ควรดำเนินการภายในช่วงเวลาที่เหมาะสม”
เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักเพียง 17% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกในการประชุมเดือนต.ค. แต่ให้น้ำหนักมากถึง 81% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค.
หุ้น 6 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก นำโดยหุ้นกลุ่มพลังงานพุ่งขึ้น 2.92% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคพุ่งขึ้น 2.12% ส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลงมากที่สุด โดยร่วงลง 1.78% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยลดลง 0.47%
หุ้นกลุ่มผลิตชิปทำผลงานย่ำแย่ที่สุดในวันพฤหัสบดี โดยดัชนีหุ้นกลุ่มดังกล่าวร่วงลง 3.4% หลังจากไฟแนนเชียลไทม์สรายงานว่า รายได้รายปีของ OpenAI ต่ำกว่าที่บริษัทเคยส่งสัญญาณไว้ก่อนหน้านี้ถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ด้านวอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า บริษัท Broadcom กำลังจัดหาเงินทุนจำนวน 5 หมื่นล้านดอลลาร์ให้กับ OpenAI ขณะที่ Oracle ก็กำลังมองหาแหล่งเงินทุนโดยไม่ทราบจำนวน ซึ่งกระแสข่าวเหล่านี้ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าบรรดาบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อาจกำลังเผชิญปัญหาด้านเงินทุน
ทั้งนี้ หุ้น Micron Technology ร่วงลง 4.8% ขณะที่หุ้น Nvidia และหุ้น AMD ดิ่งลงเกือบ 3% และเกือบ 4% ตามลำดับ ส่วนหุ้น Broadcom ร่วงลง 4.4% และหุ้น Oracle ดิ่งลง 5.5%
หุ้น PepsiCo ปรับตัวขึ้น 3.7% หลังจากบริษัทประกาศแผนลดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
หุ้น Starbucks ปรับตัวลง 0.4% หลังมีรายงานข่าวว่า Starbucks กำลังพิจารณาเข้าซื้อกิจการบริษัท Chipotle Mexican Grill ซึ่งข่าวเป็นปัจจัยหนุนหุ้น Chipotle พุ่งขึ้น 6.2%
โดย รัตนา พงศ์ทวิช





