
ธนาคารกลางจีน (PBOC) ปฏิเสธข้อกล่าวหาจากต่างชาติที่ว่า จีนจงใจทำให้เงินหยวนอ่อนค่าเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้า โดยยืนยันว่า จีนไม่เคยใช้นโยบายลดค่าเงินเพื่อแข่งขันกับประเทศอื่น ขณะที่ผู้นำยุโรปเรียกร้องให้จีนปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้น เพื่อช่วยลดการเกินดุลการค้าที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และชะลอการส่งออกสินค้าจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ มารอส เซฟโควิช หัวหน้าฝ่ายการค้าของสหภาพยุโรป (EU) เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเพื่อหารือเกี่ยวกับการลดการขาดดุลการค้าของ EU กับจีน ขณะที่ผู้นำยุโรปกังวลว่า การส่งออกสินค้าจีนที่หลั่งไหลเข้าสู่ตลาดโลกอาจก่อให้เกิดปรากฏการณ์ China Shock 2.0 หรือผลกระทบระลอกใหม่ต่ออุตสาหกรรมและตลาดทั่วโลก
จีนเกินดุลการค้าสูงเป็นประวัติการณ์เกือบ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 คิดเป็นประมาณ 6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) โดยนักวิเคราะห์คาดว่า การส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีขั้นสูงอื่น ๆ จะช่วยให้จีนยังคงเกินดุลการค้าในระดับสูงต่อไปในปีนี้
ข้อมูลของ EU ระบุว่า ในปี 2568 EU ขาดดุลการค้ากับจีน 3.606 แสนล้านยูโร หรือ 4.04 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 15% จากปี 2567 ความไม่สมดุลทางการค้าดังกล่าวทำให้ผู้นำยุโรปเรียกร้องให้จีนปรับนโยบายค่าเงิน โดยฟรีดริช เมิร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ประเมินว่า เงินหยวนมีมูลค่าต่ำกว่าที่ควรจะเป็น 25-30% และเรียกร้องให้จีนเปิดการหารือเกี่ยวกับนโยบายการเงิน
ก่อนหน้านี้ในเดือนมิ.ย. คริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) เรียกร้องให้ผู้นำทั่วโลกหารือเกี่ยวกับการที่เงินหยวนมีมูลค่าต่ำกว่าที่ควรจะเป็น โดยมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดความไม่สมดุลและเป็นภัยต่อเศรษฐกิจโลก ส่วนโกลด์แมน แซคส์ ระบุเมื่อเดือนส.ค. ว่า เงินหยวนมีมูลค่าต่ำกว่าที่ควรจะเป็นอย่างน้อย 20% ตามแบบจำลองประเมินมูลค่าของบริษัท โดยมองว่าเงินหยวนที่แข็งค่าขึ้นจะช่วยลดการเกินดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดของจีนที่อยู่ในระดับสูง รวมทั้งบรรเทาแรงกดดันด้านมาตรการกีดกันทางการค้าจากประเทศคู่ค้า
อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางจีนโต้แย้งว่า ผลประเมินจากแบบจำลองเพียงอย่างเดียวไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเงินหยวนมีมูลค่าต่ำกว่าที่ควรจะเป็น พร้อมระบุว่าอัตราแลกเปลี่ยนได้รับอิทธิพลจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเงินหลายประการ
ธนาคารกลางจีนระบุในแถลงการณ์ด้านนโยบายฉบับยาวว่า จีนไม่มีความจำเป็นและไม่มีเจตนาที่จะลดค่าเงินเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน อีกทั้งการกล่าวโทษอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศอื่นว่าเป็นต้นเหตุของความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมภายในประเทศที่ลดลง การขาดวินัยทางการคลังและการเงินที่อ่อนแอลง ตลอดจนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน ถือเป็นการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาของตนเอง
ธนาคารกลางจีนยังระบุว่า ความแข็งแกร่งด้านการค้าของจีนมาจากความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมในตลาดโลก พร้อมชี้ว่า ในอดีตประเทศที่เกินดุลการค้าในระดับสูงมักเป็นประเทศที่มีภาคการผลิตแข็งแกร่ง
สำหรับทิศทางค่าเงิน ธนาคารกลางจีนย้ำว่า กลไกตลาดมีบทบาทชี้ขาดในการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน และจีนไม่ได้กำหนดระดับเป้าหมายของค่าเงินไว้ล่วงหน้า หรือแทรกแซงแนวโน้มค่าเงินในระยะยาว โดยยังคงรักษาความยืดหยุ่นให้เงินหยวนเคลื่อนไหวได้ทั้งในทิศทางแข็งค่าและอ่อนค่า
เงินหยวนแข็งค่าขึ้นประมาณ 4% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐนับตั้งแต่ต้นปีนี้ แม้ว่าส่วนต่างอัตราผลตอบแทนระหว่างสหรัฐฯ กับจีนจะกว้างขึ้นก็ตาม ขณะที่นับตั้งแต่จีนปฏิรูประบบอัตราแลกเปลี่ยนในปี 2548 เงินหยวนแข็งค่าขึ้นประมาณ 23% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 8.27 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่ประมาณ 6.7 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางจีนเตือนว่า แนวโน้มค่าเงินหยวนยังมีความไม่แน่นอน เนื่องจากมีทั้งปัจจัยที่สนับสนุนให้เงินหยวนแข็งค่าและอ่อนค่า ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางของอัตราแลกเปลี่ยน
นอกจากนี้ ธนาคารกลางจีนระบุว่า จีนจะเริ่มรายงานข้อมูลเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับเงินตราต่างประเทศต่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป
ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจปี 2569-2573 จีนจะขับเคลื่อนการเติบโตโดยเน้นอุปสงค์ภายในประเทศเป็นหลัก ส่งเสริมการบริโภค ขยายการลงทุนที่มีประสิทธิผล และเปิดประเทศมากขึ้น ควบคู่กับการเสริมสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศให้แข็งแกร่ง เพื่อช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจโลกมีความสมดุลมากขึ้น
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์





