อินโดนีเซียสั่งหั่นค่าใช้จ่ายเดินทาง หลังน้ำมันพุ่งกดดันงบประมาณประเทศ

รัฐบาลอินโดนีเซียสั่งการให้กระทรวงและหน่วยงานต่าง ๆ ปรับลดงบการใช้จ่ายในการเดินทางที่ยังไม่ได้เบิกจ่ายลง 30% เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและโครงการเรือธงที่มีต้นทุนสูงกำลังสร้างแรงกดดันต่องบประมาณของประเทศ

การควบคุมการใช้จ่ายดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่รัฐบาลอินโดนีเซียกำลังเผชิญ ในการจัดสรรงบประมาณให้กับโครงการต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงโครงการอาหารฟรีและสหกรณ์หมู่บ้าน ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษายอดขาดดุลงบประมาณให้อยู่ต่ำกว่าเพดานที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกิน 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

รัฐบาลอินโดนีเซียขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นแตะระดับ 1.24% ของ GDP ณ สิ้นเดือนก.ย. อย่างไรก็ตาม ซัวฮาซิล นาซารา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอินโดนีเซีย เปิดเผยในวันนี้ (9 ต.ค.) ว่า รัฐบาลยังคงมีโอกาสที่จะบรรลุเป้าหมายการขาดดุลงบประมาณตลอดทั้งปีซึ่งกำหนดไว้ที่ราว 2.8% ของ GDP

ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ตลอดจนความต้องการเชื้อเพลิงและก๊าซหุงต้ม (LPG) ที่ปรับตัวสูงขึ้นภายในประเทศ และการเปลี่ยนไปใช้ระบบชำระเงินแบบรายเดือน ได้ส่งผลให้รายจ่ายด้านการอุดหนุนพลังงานและเงินชดเชยพุ่งขึ้นแตะระดับ 377 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 2.11 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ณ สิ้นเดือนก.ย. ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

ซัวฮาซิลกล่าวในเรื่องนี้ว่า ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยในอินโดนีเซียคาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นอีก จากระดับปัจจุบันที่ 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าสมมติฐานงบประมาณของปีนี้ที่ตั้งไว้ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างมาก

นอกจากนี้ รัฐมนตรีคลังกล่าวว่า หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น เงินอุดหนุนก็จะต้องเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่องบประมาณของประเทศ และรัฐบาลต้องแบกรับภาระต้นทุนเหล่านี้ พร้อมทั้งรับประกันว่าการชำระเงินจะเป็นไปตามกำหนด

โดย รัตนา พงศ์ทวิช/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์

ข่าวล่าสุด