
สภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก จะจัดการประชุมประจำปี 2026 หรือ IMF-World Bank Annual Meetings 2026 (AM2026) ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ในระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค.
ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศ ซึ่งรวมถึง ผู้ว่าการธนาคารกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีด้านการพัฒนา นักวิชาการ ผู้บริหารภาคเอกชน และตัวแทนภาคประชาสังคม
คาดว่าที่ประชุมจะมีการหารือในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ เศรษฐกิจโลก เงินเฟ้อ ราคาพลังงาน หนี้สาธารณะ เสถียรภาพทางการเงิน สงครามและภูมิรัฐศาสตร์ รวมทั้งผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อเศรษฐกิจโลก
นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มีกำหนดกล่าวสุนทรพจน์ในวันพุธที่ 14 ต.ค. เวลา 10.00-10.45 น. โดยจะแสดงมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ของเศรษฐกิจโลก และ IMF จะให้ความสำคัญกับประเด็นใดในการดำเนินงานต่อไป
ก่อนหน้านี้ ในการประชุมที่สิงคโปร์เมื่อวันที่ 7 ต.ค. นางกอร์เกียวากล่าวเตือนว่า “ฤดูหนาวกำลังมา” สำหรับเศรษฐกิจโลก ขณะที่ความปั่นป่วนในตลาดพันธบัตรส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลอังกฤษพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 28 ปี
นางกอร์เกียวากล่าวว่า “ดิฉันขออ้างคำพูดจาก Game of Thrones ว่า ‘ฤดูหนาวกำลังมา’”
“แรงกดดันด้านราคาอาจเพิ่มสูงขึ้นอีก เมื่ออุปสงค์เพิ่มขึ้นพร้อมกับการเข้าสู่ฤดูหนาวของซีกโลกเหนือ และเมื่อประเทศต่าง ๆ ต้องเพิ่มเติมสต็อกสำรองของตน”
“แม้ว่าสงครามในอ่าวเปอร์เซียจะยุติลงในเร็ว ๆ นี้ แต่ปัญหาราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงก็มีแนวโน้มว่าจะยังคงอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ราคาสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบเบรนท์ล่วงหน้าในขณะนี้สะท้อนว่า ตลาดคาดว่าราคาน้ำมันจะอยู่ในระดับสูงไปจนถึงปี 2027”
ทั้งนี้ ในการกล่าวสุนทรพจน์ที่มีเนื้อหาหนักแน่น นางกอร์เกียวาได้ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น หนี้ภาครัฐที่พุ่งขึ้น และการพัฒนาอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI)
เธอกล่าวว่า ประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องตัดสินใจในเรื่องยาก ๆ เช่น การควบคุมการใช้จ่ายของรัฐบาล โดยค่อย ๆ ทำให้ประชาชนลดการพึ่งพาความช่วยเหลือจากภาครัฐ รวมทั้งใช้มาตรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นในช่วงที่ความปั่นป่วนในตลาดการเงินโลกกลับมารุนแรงอีกครั้ง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษอายุ 30 ปี พุ่งทะลุ 6.03% แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1998
ต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวของสหรัฐก็พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2002 ขณะที่ฝรั่งเศส ซึ่งกำลังเผชิญวิกฤตด้านงบประมาณ ก็มีอัตราผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน
ขณะเดียวกัน ยูโรอ่อนค่าลง ส่งผลให้ปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 16 เดือนเมื่อเทียบกับยูโร
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทะลุ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก
ความกังวลเหล่านี้ได้สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดพันธบัตร นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านเริ่มขึ้นเมื่อต้นปีนี้ และผลกระทบยังคงแพร่กระจายไปทั่วระบบเศรษฐกิจ
นางกอร์เกียวากล่าวเพิ่มเติมว่า การก่อสร้างศูนย์ข้อมูล (data center) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจากการเติบโตของ AI ก็กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อเช่นกัน
ขณะเดียวกัน หนี้สาธารณะทั่วโลกอยู่ใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเกิน 100% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ทั่วโลก
นางกอร์เกียวากล่าวสุนทรพจน์ดังกล่าว ก่อนการประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลกที่กรุงเทพฯ ในสัปดาห์หน้า ซึ่ง IMF จะเผยแพร่ประมาณการเศรษฐกิจฉบับใหม่
ทั้งนี้ IMF จะใช้ไทยเป็นเวทีเปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ฉบับล่าสุด ซึ่งจะระบุตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจโลกประจำปี 2026 และ 2027 โดย IMF จะเปิดเผยรายงาน World Economic Outlook ฉบับเดือนต.ค.ในวันอังคารที่ 13 ต.ค.เวลา 09.00 น. โดยใช้หัวข้อ “Resilience under Strain, Urgent Choices” หรือ “ความสามารถในการรับมือภายใต้แรงกดดัน และการตัดสินใจที่เร่งด่วน”
ในรายงาน World Economic Outlook ก่อนหน้านี้ในเดือนก.ค. IMF ประเมินว่า เศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 3.0% ในปี 2026 และ 3.4% ในปี 2027 ส่วนเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัว 2.3% ในปี 2026 และ 2.2% ในปี 2027
นอกจากนี้ IMF คาดว่า เศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 4.6% ในปี 2026 และ 4.1% ในปี 2027
ส่วนเศรษฐกิจไทย IMF คาดว่าจะมีการขยายตัว 1.9% ในปี 2026 และ 2.2% ในปี 2027
นางกอร์เกียวากล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจครั้งใหม่นี้จะสะท้อนถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจทั่วโลกที่เกิดจากสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ในตะวันออกกลางและยูเครน
เธอกล่าวว่า ธนาคารกลางต่าง ๆ จำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดอย่างรอบคอบ ซึ่งจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้า ตามรอยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก่อนหน้านี้แล้ว
นางกอร์เกียวากล่าวว่า ประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว ซึ่งแบกรับภาระหนี้ที่พุ่งสูงขึ้น ยังคงไม่ได้ดำเนินการอย่างเด็ดขาดที่จำเป็นเพื่อควบคุมการใช้จ่าย และไม่ควรเลื่อนการดำเนินการออกไปอีก
เธอยอมรับว่า เรื่องนี้จะเป็นงานที่ยากมาก
“หลังจากเผชิญกับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจหลายครั้ง ซึ่งในแต่ละครั้งนโยบายการคลังของรัฐบาลต้องเข้ามาช่วยบรรเทาผลกระทบ ประชาชนก็เคยชินกับการได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐมากขึ้น”
“เรากำลังเผชิญกับการตัดสินใจทางการเมืองที่ยากลำบากอย่างยิ่ง” นางกอร์เกียวากล่าว
นอกจากนี้ หนึ่งในไฮไลท์สำคัญในการประชุม IMF-World Bank ในครั้งนี้ คือการปรากฏตัวของนายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งเป็นผู้กุมบังเหียนธนาคารกลางที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก
ทั้งนี้ นายวอร์ชมีกำหนดขึ้นเวทีร่วมกับนางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในวันศุกร์ที่ 16 ต.ค.เวลา 10.30-11.00 น. ในรายการที่ใช้ชื่อว่า “Managing Director’s Fireside Chat with Federal Reserve Chairman Kevin Warsh” โดยใช้รูปแบบการสนทนาระหว่างนางกอร์เกียวาและนายวอร์ช ซึ่งทั้งสองจะพูดคุยกันบนเวทีเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐ เงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และทิศทางนโยบายของเฟด โดยคาดว่าจะเป็นที่สนใจของตลาดการเงินทั่วโลก
การกล่าวถ้อยแถลงของนายวอร์ชในวันที่ 16 ต.ค.ถือว่ามีความสำคัญ เนื่องจากวันที่ 17 ต.ค. เป็นวันที่เฟดจะเริ่มเข้าสู่ช่วงงดเว้นการแสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายการเงิน (Blackout Period) ก่อนที่เฟดจะจัดการประชุมกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ในวันที่ 27-28 ต.ค.
กฎระเบียบของเฟดได้ระบุห้ามเจ้าหน้าที่เฟดแสดงความเห็นหรือให้สัมภาษณ์ในช่วง Blackout Period เกี่ยวกับนโยบายการเงิน เพื่อป้องกันไม่ให้สาธารณชนตีความว่าเป็นการบ่งชี้การดำเนินการด้านอัตราดอกเบี้ยของเฟดในการประชุมนโยบายการเงินที่จะมาถึง
โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ




