HILITE: TOP-SPRC ร่วงนำกลุ่มโรงกลั่นกังวลจีน-รัสเซียกลับมาส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป

เมื่อเวลา 14.15 น. TOP ร่วง 5.65% ลดลง 4.25 บาท มาที่ 71.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,587.97 ล้านบาท

SPRC ลบ 5.59% ลดลง 0.90 บาท มาที่ 15.20 บาท มูลค่าการซื้อขาย 604.94 ล้านบาท

IRPC ลบ 2.04% ลดลง 0.06 บาท มาที่ 2.88 บาท มูลค่าการซื้อขาย 228.82 ล้านบาท

BCP ลบ 1.92% ลดลง 1.00 บาท มาที่ 51.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 352.85 ล้านบาท

บล.กรุงศรี ระบุว่า ราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นปรับลง นำโดย TOP และ SPRC คาดหนึ่งในแรงกดดันมาจาก ความกังวลจีน และรัสเซียกลับมาส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป อย่างไรก็ตาม มองการปรับตัวลงของราคาหุ้นเป็นโอกาสซื้อ เพราะ supply น้ำมันยังตึงตัว และ ความผันผวนในสัปดาห์นี้ไม่ได้เปลี่ยนภาพรวมของครึ่งปีหลังที่ petroleum spread อยู่ในระดับสูงกว่าปกติราว 3 เท่า

แม้จีนเริ่มกลับมาส่งออกหลังผ่านช่วงวันหยุด แต่แผนส่งออกน้ำมันเดือน ต.ค. ราว 3.7 ล้านตัน -8% m-m เทียบกับ ก.ย. ราว 4 ล้านตัน สะท้อนว่า supply น้ำมันในประเทศยังตึงตัว ขณะเดียวกัน รัสเซียที่มีแผนจะกลับมาส่งออกน้ำมันดีเซลราว 5 แสนตัน ในเดือน ต.ค. (หรือราว 0.1 mbd สำหรับรองรับ 1 เดือน) ยังไม่ได้เร่งตัวอย่างมีนัยสำคัญ เทียบกับเดือน ก.ค./ ส.ค./ ก.ย. ราว 7.1/ 5.4/ 4.5 แสนตัน (อ้างอิง S&P Global) ตามลำดับ และคิดเป็นราว 0.3% ของ demand โลก

รวมถึงยังมีความไม่แน่นอนจากถูกยูเครนโจมตีคลังน้ำมันดีเซลและท่าเรือส่งออก อีกทั้ง supply น้ำมันดิบโลกตึงตัวมากขึ้นหลังเฮอริเคนอิซาเอียสกระทบการผลิตน้ำมันดิบของ U.S. กว่า 1.3 mbd

คงมุมมอง Bullish ต่อกลุ่มโรงกลั่นที่อยู่ในวงจร supply ตึงตัวในระยะยาวจากกำลังการผลิตใหม่เข้ามาจำกัด ค่าการกลั่นสูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีในระยะยาว ในขณะที่ PBV ยังต่ำกว่า และเลือก TOP เป็น top pick จากการเติบโตของปริมาณขายและความสามารถแข่งขัน

ด้านบล.เอเซียพลัส ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ราคาน้ำมันดิบ Dubai เฉลี่ยปิดปรับตัวลดลง 6.32% WoW มาอยู่ที่ 106.70 เหรียญฯ/บาร์เรล ขณะที่ Nymex และ Brent เฉลี่ยปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.78% WoW และ 3.34% WoW มาอยู่ที่ 100.89 และ 102.67 เหรียญฯ/บาร์เรล ตามลำดับ

ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์เฉลี่ยวันที่ 5-8 ตุลาคม 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.69 (+22.06% WoW) มาอยู่ที่ 9.33 เหรียญฯ/บาร์เรล

ราคา LNG JKM ตลาดเอเชียเฉลี่ยวันที่ 5-8 กันยายน 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.08% WoW มาอยู่ที่ 26.05 เหรียญฯ/ล้านบีทียู

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปรับตัวลดลง WoW จากแรงกดดันด้านอุปทาน หลังกลุ่ม G7 และ IEA มีแผนเร่งระบายน้ำมันจากคลังสำรองฉุกเฉินรวมสูงสุด 100 ล้านบาร์เรล ขณะที่การส่งออกน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น และจีนเตรียมกลับมาส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันยังมีแรงหนุนจากความกังวลต่อความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่อาจกระทบอุปทาน ประกอบกับพายุเฮอริเคนอีไซอัส (Isaias) ได้เคลื่อนตัวพัดผ่านบริเวณอ่าวเม็กซิโกส่งผลให้ผู้ผลิตระงับการผลิตน้ำมันในอ่าวราว 1.3 ล้านบาร์เรล/วัน หรือ 62.9% ของกำลังการผลิตในพื้นที่ นอกจากนี้ EIA รายงานสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ ลดลง 3.2 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.9 ล้านบาร์เรล

ค่าการกลั่นเพิ่มขึ้น WoW หนุนจากปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปในเอเชียตึงตัว จากการหยุดชะงักของโรงกลั่นหลายแห่ง และความไม่แน่นอนเรื่องการส่งออกของจีน ขณะที่ราคา LNG เพิ่มขึ้น WoW หลังอิหร่านโจมตีเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ความกังวลด้านการขนส่งก๊าซฯ ในตลาดโลกจะถูกจำกัด

อย่างไรก็ตาม สำหรับกลุ่มปิโตรเลียม โรงกลั่นและปิโตรเคมี ระยะสั้นยังมีปัจจัยบวกจากสงคราม โดยกลุ่มปิโตรเลียม แม้ราคาน้ำมันดิบจะเห็นการปรับตัวลงจากช่วง peak ของสงคราม แต่ยังอยู่ในระดับสูง โดยฝ่ายวิจัยกำหนดสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปี 2569 อยู่ที่ 80 เหรียญฯ/บาร์เรล ส่วนปี 2570 เป็นต้นไปที่ 75 เหรียญฯ แนะนำ trading PTTEP (FV@170B) ตามการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมัน

กลุ่มโรงกลั่น ค่าการกลั่นยังมีความผันผวนสูง แม้ครึ่งแรกปี 2569 มีแนวโน้มแข็งแกร่งจากต้นทุนน้ำมันต่ำ และต่อเนื่องในครึ่งหลังปี 2569 ที่สงครามยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง แม้จะมีความไม่แน่นอนของภาครัฐฯ มากดดัน แนะนำ trading TOP (FV@68B) ระยะสั้นตาม fund flow ที่เข้ากลุ่มพลังงาน+ปิโตรเคมี

กลุ่มปิโตรเคมี คาดได้รับผลบวกจากราคาปิโตรเคมีที่น่าจะผ่านจุด bottom ไปแล้วในปีที่ผ่านมา สามารถ trading ตาม fund flow ที่ไหลเข้ากลุ่มปิโตรเคมี และอานิสงส์จากสงครามได้ทั้งกลุ่ม ได้แก่ PTTGC (FV@42B), IVL (FV@26B)

โดย วรินทร ศิรินอก