IMF&World Bank: ถอดบทเรียนเศรษฐกิจไทย หนุนเปลี่ยนผ่าน Digital ควบคู่ Energy พร้อมแก้โจทย์เชิงโครงสร้าง ยกระดับสู่อนาคต

นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ มูลนิธิประเทศไทย กล่าวในหัวข้อ Bangkok 1991-2026: Thailand’s Path to Resilient, Inclusive Growth ว่า จุดแข็งและบทเรียน 4 ประการของการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในช่วง 35 ปีที่ผ่านมา โดยการเปิดเสรีทางการค้าดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2523-2533 ตามแนวทางของธนาคารโลก อาเซียน และ WTO ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคการค้าของไทย โดยมูลค่าการส่งออกเติบโตจาก 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2540 เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปัจจุบัน

ประเทศไทยได้ดำเนินการตามข้อผูกพันมาตรา 8 ของ IMF รวมถึงจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ BIBF ในปี 2535 ซึ่งในขณะนั้นไทยยังขาดความเข้าใจเรื่อง Impossible Trinity แต่ยังขาดการประเมินความเสี่ยงในการกู้ยืมเงินทุนต่างประเทศ แต่ปัจจุบันภาคการเงินไทยได้รับการพัฒนาจนมีความเข้มแข็งและมีมาตรฐานใกล้เคียงกับประเทศพัฒนาแล้ว

ปัจจุบันประเทศไทยประสบความสำเร็จในการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเชิงพาณิชย์ เช่น ระบบโทรคมนาคม ดิจิทัล และระบบขนส่งมวลชนในเมือง ตลอดจนการนำรัฐวิสาหกิจเข้าสู่ตลาดทุน เปิดทางให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมพัฒนาในภาคพลังงาน โทรคมนาคม ก่อสร้าง และการขนส่ง และดำเนินการในช่วงปี 2544-2545 ควบคู่กับการสร้างบุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุขที่มีความสามารถจำนวนมาก ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งรากฐานสำคัญของประเทศ

ส่วนการยกระดับเศรษฐกิจไทยสู่อนาคตเดินหน้าขับเคลื่อน Digital Transformation ควบคู่กับ Energy Transition โดยที่ควรเน้นการปฏิวัติเทคโนโลยีดิจิทัลในภาพรวม ซึ่ง AI เป็นเพียงส่วนหนึ่ง และต้องทำควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เพื่อให้มีพลังงานเพียงพอรองรับเทคโนโลยียุคใหม่ที่ใช้พลังงานสูง พร้อมกับการยกระดับ Productivity ที่มุ่งเน้นการเพิ่มผลิตภาพตามข้อเสนอของธนาคารโลกเกี่ยวกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 5 กลุ่ม เพื่อสร้างธุรกิจและกำลังแรงงานแห่งอนาคต

อย่างไรก็ตามจะต้องยอมรับความเป็นจริงว่าไม่ใช่ทุกธุรกิจ หรือเอสเอ็มอีจะเติบโตต่อไปได้ หากธุรกิจที่ปรับตัวไม่ได้และมีกำลังการผลิตต่ำอย่างต่อเนื่อง ควรยอมให้ยุติกิจการอย่างเหมาะสม เพื่อเปิดพื้นที่ให้ธุรกิจใหม่ที่มีผลิตภาพสูงกว่าเข้ามาแทน และควรเปิดรับแรงงานและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ โดยการผ่อนคลายข้อจำกัดทางกฎหมายและการทำงานของชาวต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มวิชาชีพ เพื่อดึงดูดผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ เหมือนกับประเทศสิงคโปร์

นอกจากนี้ยังมองว่ากระจายการพัฒนาออกจากกรุงเทพฯ ยังเป็นการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยเปิดโอกาสและให้อิสระแก่จังหวัดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพและมีมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ในการบริหารจัดการตนเองเพื่อพัฒนาเป็นเมืองแห่งอนาคตที่สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การสร้างความยืดหยุ่น ต้องดำเนินควบคู่กันทั้งด้านมหภาค นโยบายการคลัง นโยบายการเงิน และนโยบายภาคการเงิน ไปจนถึงระดับครัวเรือนและธุรกิจ ที่ต้องมีฐานะการเงินและศักยภาพเพียงพอที่จะปรับตัว

ทั้งนี้ วิกฤติการณ์ทางการเงินปี 2540 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ ธปท. และระบบการเงินของไทยได้รับการปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ ทั้งการนำระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบยืดหยุ่นมาใช้ การกำหนดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น ตลอดจนการสะสมทุนสำรองระหว่างประเทศจนมีความมั่นคงสูง ทำให้ภาคการเงินของไทยมีความแข็งแกร่งและยืดหยุ่นกว่าเมื่อ 30 ปีก่อนอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ในภาคเศรษฐกิจจริง (Real Economy) เศรษฐกิจไทยกลับมีแนวโน้มการเติบโตที่ถดถอยลงเรื่อยๆ หลังเผชิญวิกฤติใหญ่ในแต่ละช่วงเวลา โดยช่วงก่อนปี 2540 เศรษฐกิจไทยเคยเติบโตเฉลี่ยสูงกว่า 7% ต่อปี หลังวิกฤติปี 2540 อัตราการเติบโตลดลงมาอยู่ที่เฉลี่ย 5.3% หลังวิกฤติการเงินโลก ชะลอตัวลงเหลือ 3.5% และหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 เติบโตเฉลี่ยเพียงประมาณ 2.4% และในปีนี้คาดว่าจะจบลงที่ราว 2.1-2.3% เท่านั้น

ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าวว่า ปัจจัยหลักที่กดดันการเติบโตคือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องมุ่งแก้ไข โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง ให้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันและส่งเสริมซึ่งกันและกัน

ทั้งนี้ นโยบายการคลัง ควรเน้นการให้ความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด และมุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการจัดทำงบประมาณที่สมดุล การปรับลดการขาดดุล (Fiscal Consolidation) เพื่อควบคุมและลดภาระหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง

ขณะที่นโยบายการเงิน ทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและเสถียรภาพราคา พร้อมทั้งสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมและทั่วถึง โดยจำเป็นต้องรักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ตลอดจนการสร้างและรักษาพื้นที่ในการดำเนินนโยบาย (Policy Space) ทั้งทางการเงินและการคลัง เพื่อให้มีศักยภาพเพียงพอในการรับมือหากเกิดวิกฤติหรือผลกระทบ (Shocks) ในอนาคต

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า นอกจากกรอบการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่เข้มแข็งแล้ว ธปท. จึงให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระบบการเงิน 4 ด้าน ได้แก่

(1) การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและ SMEs ผ่านโครงการปรับโครงสร้างหนี้และการออกหลักเกณฑ์ดูแลการสร้างหนี้ผ่านสินเชื่อรูปแบบใหม่ๆ

(2) การขยายการเข้าถึงบริการทางการเงินและสินเชื่อ ผ่านกลไกแบ่งปันความเสี่ยงด้านเครดิตและตลาดกลางสินเชื่อเพื่อ SME (SME Credit Portal) เพื่อให้มีการจัดสรรทรัพยากรไปถึงกิจกรรมที่สร้างรายได้และเพิ่มผลิตภาพได้มากขึ้น

(3) การส่งเสริมความเป็นธรรมและคุ้มครองผู้ใช้บริการ ผ่านหลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและโครงสร้างค่าธรรมเนียมและความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์การเงินที่โปร่งใสและชัดเจน

(4) การรักษาความมั่นคงและความน่าเชื่อถือของระบบการเงิน ผ่านการยกระดับการกำกับดูแล non-bank และธุรกรรมเสี่ยง

นอกจากนี้ ประสบการณ์จากการพัฒนา PromptPay ที่ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนกว่า 83 ล้านบัญชี และการเชื่อมโยงระบบชำระเงินข้ามพรมแดน ทั้งในรูปแบบทวิภาคีและพหุภาคีมาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าเทคโนโลยีดิจิทัล ช่วยลดต้นทุนและขยายการเข้าถึงบริการทางการเงิน แต่ต้องมาพร้อมความปลอดภัย และความเชื่อมั่นของผู้ใช้งาน เพื่อป้องกันภัยการเงินที่มีความซับซ้อนและเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งคิดเป็นมูลค่าความเสียหายถึง 43 พันล้านบาทในปี 2568

“ธปท. จึงร่วมกับ IMF และธนาคารโลกผลักดัน Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการรับมือภัยการเงินข้ามพรมแดน ได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างระบบนิเวศน์การเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและทั่วถึง บนฐานของนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย” นายวิทัย ระบุ

Krishna Srinivasan Director of the Asia and Pacific Department, IMF กล่าวว่า เอเชียเป็นภูมิภาคที่มีพลวัตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดแห่งหนึ่ง โดยราว 3 ทศวรรษก่อน เอเชียมีส่วนสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกไม่ถึง 1 ใน 4 แต่ในปีนี้เอเชียจะมีส่วนผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจโลกสูงถึง 68% โดยที่เศรษฐกิจในเอเชียได้เปลี่ยนผ่ายจากเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคเกษตรกรรม ไปสู่ภาคการผลิต และต่อยอดไปสู่ภาคบริการที่มีผลิตภาพสูง

ส่วนประเทศไทยนั้นรายได้ต่อหัวของประชากรในไทยได้ปรับเพิ่มขึ้นจาก 1,800 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 8,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญที่สะท้อนถึงการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด

จากวิกฤตการเงินเอเชียในอดีต IMF ได้พัฒนาโครงการประเมินภาคการเงินอย่างเป็นระบบ คือ Financial Sector Assessment Program (FSAP) โดย IMF ได้ศึกษาการรับมือความผันผวนของเงินทุนระหว่างประเทศ จนนำไปสู่การปรับปรุง Integrated Policy Framework เพื่อช่วยประเทศสมาชิกประสานนโยบายและบริหารจัดการเงินทุนเคลื่อนย้ายได้อย่างเหมาะสมและ IMF ได้ปรับปรุงเครื่องมือด้านสินเชื่อและความช่วยเหลือทางการเงินให้ทันสมัย พร้อมทั้งร่วมมือกับประเทศสมาชิกในการสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพ

อย่างไรก็ตามปัจจุบันอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) สหรัฐสูงขึ้น อาจทำให้นักลงทุนย้ายเงินกลับไปบ้าง แต่ประเทศเกิดใหม่จะต้องสร้างความน่าเชื่อถือและความสามารถในการคาดการณ์ทิศทางนโยบาย การรักษาวินัย และธนาคารกลางต้องรักษาเสถียรภาพราคา และความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบาย ขณะที่รัฐบาลและกระทรวงการคลังต้องรักษาวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน

ส่วนผลกระทบของ AI ต่อความต้องการแรงงาน จากงานศึกษาของ IMF ในเอเชียพบว่า ภาคส่วนที่มีความเสี่ยงหรือได้รับผลกระทบจาก AI สูง ทำให้มีความต้องการแรงงานลดลง 10% ในช่วงแรก แล้วเริ่มทรงตัวหลังจากนั้น แต่ AI จะเปลี่ยนโครงสร้างงานมากกว่าทำลายงาน ซึ่ง AI เข้ามาปรับเปลี่ยนรูปแบบและโครงสร้างของงานมากกว่าเข้ามายกเลิกตำแหน่งงานทั้งหมด หากแรงงานเปิดรับและเรียนรู้วิธีใช้ AI จะช่วยเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันให้แก่ภาคธุรกิจ ทำให้คนต้องการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยการเรียนรู้ต้องไม่จบลงแค่ในมหาวิทยาลัย แต่ต้องเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เพื่อให้แรงงานปรับตัวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและตลาดงานได้อย่างต่อเนื่อง

โดย จีรายุทธ จันทรงสกุล/รัชดา คงขุนเทียน

ข่าวล่าสุด