บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ระบุยังคง Overweight กลุ่มท่องเที่ยว (Tourism) แม้ล่าสุดจากที่รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวสัปดาห์ที่ผ่านมา (4-10 ต.ค.) มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 483,375 คน (-8% WoW/-7% YoY) คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 69,054 คน จากจีนเป็นหลัก ซึ่งเป็นไปตามคาดจากหมดช่วง Golden Week
สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-10 ต.ค. 26 ทั้งสิ้น 23.94 ล้านคน ลดลง -4.04% YoY
บล.ดาโอ มองเป็นกลาง แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวรวมที่ชะลอตัวลง WoW ซึ่งเป็นไปตามคาด เพราะหมดช่วงวันหยุดยาว โดยเฉพาะช่วง Golden Week ขณะที่ภาพรวม YTD ยังใกล้เคียงคาด
โดยส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวที่ลดลงส่วนใหญ่มาจากจีนเป็นหลัก เพราะหมดช่วงวันหยุดยาว แต่อย่างไรก็ดี จำนวนนักท่องเที่ยวจีนหากเทียบ YoY ยังเพิ่มขึ้นได้ที่ +12% YoY จากสัปดาห์ก่อนหน้าที่ +2% YoY
ขณะที่เราเริ่มเห็นทิศทางของนักท่องเที่ยวอินเดียที่ดีขึ้น จากการเพิ่มขึ้น YoY ได้ในรอบ 8 สัปดาห์ที่ +10% YoY ซึ่งน่าจะเกิดจากเที่ยวบินจากอินเดียเข้าไทยเริ่มกลับมาแล้ว
ส่วนนักท่องเที่ยวรัสเซียก็มีการกลับมาเพิ่มขึ้นได้ดีทั้ง WoW/YoY นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวอเมริกา, ยุโรป และตะวันออกกลางก็มีการเติบโตได้ดีที่ +13% WoW, +12% WoW และ +8% WoW ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนให้เห็นการเข้าสู่ช่วง High season ที่จะมี Long haul เข้ามาช่วยหนุนได้ดี
สำหรับสัปดาห์นี้เราคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นได้ เพราะมีการประชุม IMF-World Bank 2026 วันที่ 12–18 ต.ค. 69 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
อย่างไรก็ดี เรามองว่าจำนวนนักท่องเที่ยวได้ทำจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 2/69 และจะฟื้นตัวได้โดดเด่นในช่วงไตรมาส 4/69 จาก High season และมีงาน event หลายงานที่เข้ามาช่วยหนุนในเดือน ธ.ค. 69
ทั้งนี้ราคาหุ้นในระยะสั้นที่ปรับตัวลดลงมาเรามองเป็นจังหวะเข้าซื้อสะสม โดยเราคาดว่าหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากแนวโน้มจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4 โดยเรียงลำดับตามสัดส่วนโรงแรมในประเทศจากมากไปน้อย ได้แก่ ERW, CENTEL, MINT, SHR
เราประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2026E จะอยู่ที่ 32 ล้านคน ลดลง -3% YoY จากปี 2025 ที่ 33 ล้านคน ลดลง -7% YoY และคาดจำนวนนักท่องเที่ยวจีนปี 2026E จะอยู่ที่ 4.8 ล้านคน เพิ่มขึ้น +7% YoY จากปี 2025 ที่ 4.5 ล้านคน ลดลง -34% YoY
เราให้น้ำหนักการลงทุนเป็น “มากกว่าตลาด” โดยเรายังชอบ CENTEL (ซื้อ/เป้า 48.00 บาท) จากการอัพเดทไตรมาส 3/69 ภาพรวม RevPAR (ไม่รวม JV ที่ดูไบและญี่ปุ่น) เพิ่มขึ้นที่ +12% YoY จากไตรมาส 2/69 ที่ +1% YoY
ยการเพิ่มขึ้นมาจากไทย +12% YoY และมัลดีฟส์ +35% YoY แต่หากรวมทั้งพอร์ต +3% YoY จากไตรมาส 2/69 ที่ -10% YoY เพราะดูไบ (-27% YoY) และญี่ปุ่น (-42% YoY) ยังหดตัวอยู่
ขณะที่ On the book ในไตรมาส 4/69 มี RevPAR (ไม่รวม JV ที่ดูไบและญี่ปุ่น) ยังเพิ่มขึ้นได้ +18% YoY และรวมทั้งพอร์ตก็เพิ่มขึ้น +3% YoY ทำให้เราคาดว่าแนวโน้มกำไรไตรมาส 4/69 E จะฟื้นตัวเด่น
ด้าน Valuation ซื้อขายที่ EV/EBITDA เพียง 13x เทียบเท่า -0.50SD ย้อนหลัง 8 ปี และยังชอบ ERW (ซื้อ/เป้า 4.20 บาท) จากการอัพเดทภาพรวม RevPAR (ไม่รวม Budget) ในไตรมาส 3/69 ยังเติบโตได้อีกราว +5% YoY จากฐานต่ำ
ขณะที่ช่วงไตรมาส 4/69 จะมีงาน event อย่าง World Bank and IMF meetings เดือน ต.ค. 26 และ Tomorrowland เดือน ธ.ค. 69 ซึ่งมียอดจองเข้ามาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย Occ. Rate สูงถึง 80% แล้ว โดยปัจจุบันซื้อขาย PER ที่ 19x จากค่าเฉลี่ยที่ราว 25x





