
นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะอดีต รมว.คลัง แสดงความชมเชยและขอบคุณทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมประจำปีธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้รับคำชมอย่างล้นหลามจากผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 10,000 คนทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพจัดงาน สิ่งสำคัญที่สุดคือ การถอดบทเรียนทางเศรษฐกิจที่ได้จากการประชุมดังกล่าว โดยเปรียบเทียบการเป็นเจ้าภาพในปี 2534 (เมื่อ 35 ปีก่อน) ซึ่งขณะนั้นเศรษฐกิจไทยเติบโตสูงถึง 8-10% ต่อปี แต่กลับแฝงไปด้วยความเสี่ยงอย่างการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและการผูกอัตราแลกเปลี่ยนไว้กับเงินดอลลาร์ จนนำไปสู่วิกฤตต้มยำกุ้งภายในเวลาเพียง 6 ปีต่อมา
สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน แม้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตเพียงประมาณ 2% กว่า ๆ แต่ก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงแอบแฝงที่อาจนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพ รายได้ และคุณภาพชีวิตของประชาชน
ทั้งนี้ นายกรณ์ เสนอแนะให้รัฐบาลและหน่วยงานที่ดูแลด้านเศรษฐกิจนำข้อเสนอแนะจาก IMF และ World Bank มาปรับใช้ในหลายมิติ ดังนี้
1. การปรับตัวสู่ยุค AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
2. การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยธรรมชาติที่กระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
3. การรับมือโครงสร้างสังคมสูงวัย ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับในอดีต
4.การปรับทิศทางการค้าต่างประเทศ ลดการพึ่งพาตลาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ และจีนที่มากเกินไป แล้วหันมาสร้างความเข้มแข็งทางการค้ากับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน
นายกรณ์ ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ จะนำข้อสังเกตและข้อเสนอแนะทั้งหมดจากการประชุมครั้งนี้ ไปประยุกต์ใช้ในการจัดทำนโยบายเศรษฐกิจของพรรค เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาปากท้องและพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน





