ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 500 จุดในวันพฤหัสบดี (15 ต.ค.) ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปิดบวกเช่นกัน โดยตลาดฟื้นตัวหลังจากที่ร่วงลงในช่วงแรก เนื่องจากนักลงทุนหมุนเวียนการลงทุนออกจากหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหันไปซื้อกลุ่มเฮลธ์แคร์และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นหุ้นปลอดภัย (Defensive Stocks)
- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ปิดที่ 52,177.69 จุด เพิ่มขึ้น 556.21 จุด หรือ +1.08%
- ดัชนี S&P500 [SP500.X] ปิดที่ 7,744.06 จุด เพิ่มขึ้น 25.12 จุด หรือ +0.33%
- ดัชนี Nasdaq [NASDAQ.X] ปิดที่ 26,713.03 จุด เพิ่มขึ้น 20.16 จุด หรือ +0.08%
หุ้น 8 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก นำโดยหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์พุ่งขึ้น 1.84% ตามด้วยหุ้นกลุ่มวัสดุพุ่งขึ้น 1.71% ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลง 1.55% และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีลดลง 0.54%
ในช่วงแรก ตลาดหุ้นนิวยอร์กร่วงลง เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลมากขึ้นว่า บริษัทเทคโนโลยีอาจใช้จ่ายเงินลงทุนด้าน AI มากเกินไป และหลายบริษัทมีภาระหนี้สูง ซึ่งทำให้มีความเสี่ยงและเปราะบางต่อแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ตลาดดีดตัวขึ้นในเวลาต่อมา เนื่องจากนักลงทุนหมุนเวียนการลงทุนออกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี AI และหันไปซื้อหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ โดยหุ้นที่ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นได้แก่ หุ้น Eli Lilly ซึ่งเป็นบริษัทผลิตยา พุ่งขึ้นกว่า 3% และหุ้น UnitedHealth ซึ่งเป็นบริษัทประกันสุขภาพรายใหญ่ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 2.8%
หุ้น Walmart ซึ่งเป็นบริษัทค้าปลีกรายใหญ่ของสหรัฐฯ ดีดตัวขึ้น 1.4% หลังจากนักวิเคราะห์ของ Deutsche Bank ปรับเพิ่มคำแนะนำการลงทุนของหุ้น Walmart เป็น “Buy” จากเดิม “Neutral”
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลง เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลว่าบริษัทเทคโนโลยีอาจใช้จ่ายเงินลงทุนด้าน AI มากเกินไป นอกจากนี้ ความกังวลในอุตสาหกรรม AI ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากแหล่งข่าวเปิดเผยกับสำนักข่าว CNBC ว่า รายได้ของบริษัท Anthropic อยู่ที่ระดับเพียง 16,800 ล้านดอลลาร์ในไตรมาส 3
หุ้น Nvidia ปรับตัวลง 1.8% หลังจาก TSMC เป็นบริษัทรับจ้างผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลกได้ออกมาแสดงมุมมองที่ระมัดระวังต่อผลประกอบการในปี 2570 แม้ว่าทางบริษัทรายงานกำไรรายไตรมาสที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 6 เนื่องจากอุปสงค์ AI ที่แข็งแกร่งก็ตาม
หุ้น Dell Technologies ร่วงลง 6.9% และหุ้น Hewlett Packard Enterprise (HPE) ดิ่งลง 7.1% โดยราคาหุ้นของผู้ผลิตเซิร์ฟเวอร์ทั้งสองรายปรับตัวลงต่อเนื่องจากวันพุธ ท่ามกลางความวิตกกังวลว่าบริษัท AI มีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น
ส่วนดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ตลาดหุ้นฟิลาเดลเฟีย (PHLX Semiconductor Index) ลดลง 0.9% ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงติดต่อกัน 7 วันทำการ
นักวิเคราะห์จากบริษัท Argent Capital Management ให้ความเห็นว่า ความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะต้นทุนการกู้ยืมสูงได้ส่งผลกระทบต่อหุ้นหลายกลุ่มในตลาด ตั้งแต่ธุรกิจการสร้างบ้านไปจนถึงธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งทำให้เกิดการหมุนเวียนการลงทุนไปยังหุ้นกลุ่มที่ไม่ผันผวนตามวัฏจักรเศรษฐกิจและกลุ่มปลอดภัย
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ย่อตัวลง แต่ยังคงเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดในรอบหลายปี เนื่องจากนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่เป็นผลมาจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน
กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้ผลิต พุ่งขึ้น 6.3% ในเดือนก.ย. เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 5.3% จากระดับ 5.6% ในเดือนส.ค.
ส่วนดัชนี PPI พื้นฐาน (Core PPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 5.0% ในเดือนก.ย. เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 4.4% จากระดับ 4.8% ในเดือนส.ค.
เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 67% ในการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้นจากระดับ 62% เมื่อวันพุธ
นักลงทุนจับตาถ้อยแถลงของเควิน วอร์ช ประธานเฟด ในเวทีการประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก ในวันนี้ (16 ต.ค.) เวลา 10.30-11.00 น. โดยวอร์ชมีกำหนดขึ้นเวทีร่วมกับคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการของ IMF ในรายการที่ใช้ชื่อว่า “Managing Director’s Fireside Chat with Federal Reserve Chairman Kevin Warsh” โดยใช้รูปแบบการสนทนาระหว่างกอร์เกียวาและวอร์ช ซึ่งทั้งสองจะพูดคุยกันบนเวทีเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ภาวะเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และทิศทางนโยบายของเฟด
โดย รัตนา พงศ์ทวิช





