สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกกว่า 3% ในวันพฤหัสบดี (15 ต.ค.) หลังสหรัฐฯ เปิดเผยสต็อกน้ำมันดิบลดลงอย่างมากในสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่นักลงทุนประเมินท่าทีของสหรัฐฯ ที่อาจผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรต่อกลุ่มเรือขนส่งน้ำมันนอกระบบ หรือ “กองเรือเงา” (Shadow Fleet)
ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI [WTI.X] ส่งมอบเดือนพ.ย. เพิ่มขึ้น 2.88 ดอลลาร์ หรือ 3.03% ปิดที่ 97.97 ดอลลาร์/บาร์เรล
ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) [BRENT.X] ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 14 เซนต์ หรือ 0.13% ปิดที่ 105.92 ดอลลาร์/บาร์เรล
สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบลดลงมากถึง 8.5 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 9 ต.ค. สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าเพิ่มขึ้น 200,000 บาร์เรล
ส่วนสต็อกน้ำมันกลั่นซึ่งรวมถึงฮีตติ้งออยล์และน้ำมันดีเซล ลดลง 2.5 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลง 1.6 ล้านบาร์เรล อย่างไรก็ตาม สต็อกน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 3.5 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลง 500,000 บาร์เรล
นักลงทุนประเมินรายงานข่าวที่ว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรต่อ “กองเรือเงา” ที่เคยลอบขนส่งน้ำมันให้รัสเซีย อิหร่าน และเวเนซุเอลา หวังแก้ปัญหาค่าระวางเรือบรรทุกน้ำมันทั่วโลกที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นเพียงไม่กี่วัน หลังจากปธน.ทรัมป์เพิ่งสั่งระงับการคว่ำบาตรน้ำมันดีเซลของรัสเซียชั่วคราว จนเผชิญกระแสต่อต้านจากประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน บรรดาชาติพันธมิตรในยุโรป ตลอดจนสมาชิกวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกันร่วมพรรค
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยกับสื่อว่า ข้อเสนอใหม่นี้มุ่งเปิดทางให้เรือที่เคยถูกขึ้นบัญชีดำ สามารถกลับมารับจ้างขนส่ง “น้ำมันที่ไม่ติดมาตรการคว่ำบาตร” ได้อย่างถูกกฎหมาย แต่จะไม่ครอบคลุมน้ำมันจากรัสเซียและอิหร่านซึ่งยังคงถูกแบน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อเร่งระบายน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปออกจากอ่าวเปอร์เซียให้ได้มากขึ้น
นักลงทุนยังคงจับตาสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เป็นสาเหตุให้ค่าพรีเมียมความเสี่ยง (Risk Premium) ยังคงอยู่ในระดับสูง หลังจากซาอุดีอาระเบียและกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนต่างก็ยกระดับการปะทะกัน นอกจากนี้ มีรายงานว่าการโจมตีเรือขนส่งสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงหลายวันที่ผ่านมา
ด้านทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ออกแถลงการณ์ระบุว่า ประเทศสมาชิกของ IEA ตกลงที่จะระบายน้ำมันดีเซลจากคลังสำรองมากกว่า 20 ล้านบาร์เรล โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ท่ามกลางราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก
อย่างไรก็ดี IEA ไม่ได้ระบุกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการระบายน้ำมันดีเซลในแถลงการณ์ดังกล่าว
ทั้งนี้ ปริมาณน้ำมันดีเซลที่ IEA ประกาศระบายในวันพฤหัสบดี (15 ต.ค.) เทียบเท่ากับความต้องการใช้น้ำมันดีเซลทั่วโลกไม่ถึงหนึ่งวัน หรือมากกว่าปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลของสหรัฐในระยะเวลา 5 วันเพียงเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 2 ต.ค. กลุ่มประเทศ G7 ประกาศว่าจะนำน้ำมันดีเซลจำนวนมากออกสู่ตลาดภายในเวลา 20 วัน
หาก IEA ใช้กรอบเวลาดังกล่าว ประเทศสมาชิกจะต้องระบายน้ำมันดีเซลประมาณวันละ 1 ล้านบาร์เรล ติดต่อกันเป็นเวลาเกือบสามสัปดาห์
ทั้งนี้ IEA ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงปารีส มีประเทศสมาชิกมากกว่า 30 ประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรสำคัญในยุโรปและเอเชีย
โดย รัตนา พงศ์ทวิช





