
ภาระหนี้สินที่พุ่งทะลุเพดานของบริษัท คอร์วีฟ (CoreWeave) ผู้ให้บริการคลาวด์ประมวลผลสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังจุดชนวนความกังวลครั้งใหม่ต่อกระแส “AI บูม” หลังนักลงทุนเริ่มตั้งข้อกังขาว่า ความต้องการใช้งานจริงจะเติบโตทันจนคุ้มค่ากับเงินกู้ก้อนโตระดับหลายหมื่นล้านดอลลาร์ที่ระดมไปสร้างดาต้าเซ็นเตอร์หรือไม่
ราคาหุ้นและหุ้นกู้ของ CoreWeave ซึ่งเป็นสตาร์ตอัปที่มีอินวิเดีย (Nvidia) ร่วมหนุนหลัง ทรุดตัวลงอย่างหนักจนลามไปฉุดหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงระนาวทั้งกระดาน แม้ว่าประธานเจ้าหน้าที่บริหารจะออกมายืนยันว่าบริษัทยังมียอดสัญญางานในมือ (Backlog) ตุนอยู่อย่างมากก็ตาม
สำนักข่าวรอยเตอร์ได้เจาะลึกเบื้องหลังความระส่ำระสายในตลาดการเงินว่า เกิดอะไรขึ้นกับ CoreWeave และสัญญาณนี้กำลังเตือนอะไรแก่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก
CoreWeave คือใคร แล้วทำไมถึงสำคัญต่อวงการ AI?
CoreWeave ทำธุรกิจจัดสรรและปล่อยเช่ากำลังการประมวลผลจากชิปของ Nvidia ให้แก่บรรดาบริษัทที่กำลังพัฒนาและรันโมเดล AI ขั้นสูง ซึ่งลูกค้ารายใหญ่ประกอบด้วยบิ๊กเทคอย่าง ไมโครซอฟท์ (Microsoft) และ โอเพนเอไอ (OpenAI)
CoreWeave ถือเป็นผู้เล่นแถวหน้าในกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ยุคใหม่ หรือ “นีโอคลาวด์” (Neocloud) ซึ่งเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่ออุดช่องว่างปัญหาชิป AI ขาดแคลน โดยเปิดทางให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงขุมพลังชิปประมวลผลได้ทันทีโดยไม่ต้องควักเงินก้อนโตสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เอง
ทว่าเบื้องหลังโมเดลธุรกิจดังกล่าว CoreWeave จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลล่วงหน้าเพื่อกว้านซื้อชิปราคาแพงและวางโครงสร้างพื้นฐานระบบ ซึ่งเม็ดเงินส่วนใหญ่มาจากการ “ก่อหนี้กู้ยืม”
ส่องสถานะทางการเงิน: หนี้สินพุ่งเฉียด 5 หมื่นล้านดอลลาร์
แม้ธุรกิจจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ในความเป็นจริง CoreWeave ยังไม่เคยทำกำไรได้แม้แต่ปีเดียว โดยข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า บริษัทมีภาระหนี้สินสะสมพุ่งแตะระดับราว 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
- งบลงทุนสวนทางผลประกอบการ: เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา บริษัทเพิ่งปรับเพิ่มคาดการณ์งบลงทุน (CapEx) ประจำปีขึ้นอีก 4 พันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้งบลงทุนปีนี้พุ่งสูงแตะระดับ 3.5-3.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าบริษัทจะมีรายได้ในปีนี้เกือบ 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่จะเผชิญผลขาดทุนสุทธิสูงถึง 2.13 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
- สัญญาณเตือนในตลาดตราสารหนี้: อัตราผลตอบแทน (Yield) ของหุ้นกู้ CoreWeave รุ่นที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในปี 2574 ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงสูงหรือ “Junk Bond” พุ่งทะยานขึ้นแตะระดับ 16% ขณะที่ต้นทุนประกันความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ (Credit Default Swap: CDS) พุ่งสูงถึงราว 1,000 basis points สะท้อนชัดเจนว่าเจ้าหนี้กำลังวิตกกังวลต่อความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้
- ซีอีโอยันมีแบ็กล็อกรองรับ: ไมค์ อินทราเตอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้ส่งบันทึกข้อความภายในถึงพนักงานระบุว่า ยอดแบ็กล็อกมีมูลค่าสูงเกินพอที่จะรองรับภาระหนี้ทั้งหมด โดย ณ สิ้นไตรมาส 2 บริษัทมียอดแบ็กล็อกตุนอยู่สูงถึง 1.042 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีข้อตกลงใหม่เข้ามาเพิ่มอีกกว่า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงต้นไตรมาส 3
- Nvidia ปัดอุ้ม ยันสถานะยังแกร่ง: ด้านเจนเซน หวง ซีอีโอของ Nvidia ออกมาช่วยลดกระแสความวิตก โดยระบุว่าสถานะทางการเงินของ CoreWeave กำลังปรับตัวดีขึ้น และยังไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่ Nvidia จะต้องยื่นมือเข้าไปอุ้มหรือค้ำประกันทางการเงิน นอกจากนี้ Nvidia ยังได้ทำสัญญาการันตีรับซื้อกำลังประมวลผลส่วนที่เหลือของ CoreWeave ล่วงหน้ายาวไปจนถึงเดือนเมษายน 2575
ทำไมตลาดถึงผวา และเปรียบเป็น “นกคานารีในเหมืองถ่านหิน”?
หัวใจในการอยู่รอดของ CoreWeave ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ดีมานด์การใช้งาน AI และความเต็มใจของสถาบันการเงินในการปล่อยกู้เพื่อขยายระบบ แต่แรงเทขายที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า นักลงทุนเริ่มไม่มั่นใจในเรื่องหลังเสียแล้ว
ประเด็นที่ตลาดกังวลอยู่ที่ว่า “ต้นทุนดอกเบี้ยเงินกู้ที่แพงขึ้นเรื่อย ๆ” อาจทำให้โมเดลธุรกิจที่พึ่งพาเงินกู้มากเช่นนี้ประคองตัวต่อไปไม่ไหว หากดีมานด์เกิดสะดุดลง
“สิ่งที่เกิดขึ้นดูเหมือนนักลงทุนกำลังตั้งคำถามว่า การทุ่มสร้างโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้เอาเงินทุนมาจากไหน มากกว่าจะเป็นเรื่องที่ดีมานด์ AI ดับวูบกะทันหัน” แอ็กเซิล รูดอล์ฟ หัวหน้านักวิเคราะห์เทคนิคจาก IG Group กล่าว
“CoreWeave กำลังกลายเป็น ‘นกคานารีในเหมืองถ่านหิน’ (สัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า) ของกระแสเก็งกำไรในธีม AI ไปเรียบร้อยแล้ว” แคธลีน บรูคส์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยจาก XTB ชี้
เหตุผลสำคัญที่ทำให้ตลาดการเงินตื่นตระหนก:
- กระแสเงินสดเข้าช้ากว่าเงินลงทุน: CoreWeave ต้องเทเงินก้อนโตล่วงหน้าเพื่อสร้างระบบก่อนที่จะทยอยเก็บเงินคืนจากสัญญาลูกค้า ยิ่งอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง ต้นทุนการเงินจะยิ่งบีบให้ผลตอบแทนหดตัว
- ความเสี่ยงชิปตกรุ่น: ฮาร์ดแวร์ AI เสื่อมมูลค่าลงอย่างรวดเร็วตามวงรอบการเปิดตัวชิปรุ่นใหม่ บีบให้ผู้ให้บริการต้องควักเงินก้อนใหม่มาซื้อชิปอัปเกรดระบบอย่างไม่รู้จบ
- เดิมพันมหาศาลทั้งอุตสาหกรรม: ความกังวลนี้ไม่ได้จบแค่ CoreWeave เจ้าเดียว เพราะปีนี้บรรดายักษ์ใหญ่เทคโนโลยีสหรัฐฯ เตรียมทุ่มงบลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI รวมกันสูงกว่า 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
ใครบ้างที่เสี่ยงโดนหางเลข?
หากสถานการณ์บานปลาย ผลกระทบที่น่ากลัวคือ “ภาวะสินเชื่อตึงตัวลุกลาม” โดยเจ้าหนี้อาจเรียกร้องผลตอบแทนเงินกู้ที่สูงขึ้น หรือชะลอการปล่อยสินเชื่อแก่โครงการ AI อื่น ๆ ส่งผลให้ผู้ให้บริการคลาวด์ต้องชะลอการขยายศูนย์ข้อมูล ลดการสั่งซื้ออุปกรณ์ และกระทบต่อกำลังประมวลผลที่ลูกค้าต้องการใช้งานในที่สุด
การสะดุดนี้อาจยิ่งตอกย้ำความกังขาของตลาดว่า เม็ดเงินลงทุนมหาศาลใน AI อาจให้ผลตอบแทนช้ากว่าที่คาด และสร้างแรงกดดันซ้ำเติมหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีรอบใหม่
อย่างไรก็ดี ความเสียหายจะหนักหนาเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับรูปแบบการปรับโครงสร้างธุรกิจของ CoreWeave เป็นสำคัญ และการที่บริษัทมีความเชื่อมโยงกับยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีหลายราย ก็ไม่ได้หมายความว่าความล้มเหลวของ CoreWeave จะลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตการเงินในวงกว้างโดยอัตโนมัติ
กลุ่มที่มีความเสี่ยงร่วมกัน:
- กลุ่มผู้ให้บริการ Neocloud: บริษัทวิจัยชั้นนำอย่างการ์ทเนอร์ (Gartner) เตือนว่า นีโอคลาวด์ราว 80% อาจต้องล้มหายตายจากไปภายในปี 2573 เนื่องจากรายได้จาก AI ไม่เพียงพอกับเม็ดเงินลงทุน โดยแรงเทขายล่าสุดทำให้หุ้นของคู่แข่งอย่าง เนบิอุส (Nebius), แอพพลายด์ ดิจิทัล (Applied Digital) และ ไอเรน (Iren) ร่วงระนาวตามกัน
- ผู้ลงทุนรายใหญ่: ต้นทุนการประกันความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ (CDS) ของ ซอฟต์แบงก์ (SoftBank) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ทุ่มเงินเดิมพันมหาศาลกับ OpenAI ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน
- บิ๊กเทคสหรัฐฯ: ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนหุ้นกู้ (Credit Spread) ของ อะเมซอน (Amazon), อัลฟาเบท (Alphabet), เมตา (Meta) และอินวิเดีย (Nvidia) ต่างขยับขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน แม้ว่าการปรับขึ้นจะช้ากว่า CoreWeave มาก เนื่องจากกลุ่มบิ๊กเทคยังมีกระแสเงินสดและงบดุลที่แข็งแกร่งกว่าอย่างเทียบไม่ติด
โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กัลยาณี ชีวะพานิช





