
ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส ได้แถลงผ่านทางโทรทัศน์ซึ่งมีการถ่ายทอดสดทั่วประเทศว่า รัฐบาลจะดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ที่ก่อเหตุรุนแรงระหว่างการประท้วงทั่วประเทศเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (17 ต.ค.)
“ผู้ที่ทำลายข้าวของต้องจ่ายค่าเสียหาย ผู้ที่ปล้นสะดมต้องชดใช้” ปธน.มาครงประกาศกร้าวในระหว่างการแถลงเมื่อวันอาทิตย์ (18 ส.ค.) และยืนยันว่าจะใช้กระบวนการทางกฎหมายจัดการกับผู้กระทำผิด
ในระหว่างการแถลงครั้งนี้ ปธน.มาครงได้แสดงความห่วงใยและกล่าวสนับสนุนเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่งคงและบรรดาร้านค้าที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์รุนแรง พร้อมเสริมว่า นายกรัฐมนตรีเซบาสเตียง เลอกอร์นู จะทำหน้าที่เป็นประธานศูนย์รับมือวิกฤตการณ์ในวันนี้ (19 ต.ค.) เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
ปธน.มาครงเรียกร้องให้รัฐบาลถอดบทเรียนทั้งหมดจากเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการรวบรวมข่าวกรองและการประเมินสถานการณ์ เพื่อให้มั่นใจว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก
ขณะเดียวกัน ปธน.มาครงกล่าวว่า เขาเข้าใจความกังวลที่บรรดาคนหนุ่มสาวในโรงเรียนมัธยมและมหาวิทยาลัยได้แสดงออกในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมกับกล่าวว่า การประท้วงยังสะท้อนถึงความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับค่าครองชีพและราคาน้ำมัน
นอกจากนี้ ปธน.มาครงกล่าวว่า ในสัปดาห์นี้ รัฐบาลจะทำงานร่วมกับนักเรียน ครู สหภาพการค้า องค์กรนายจ้าง และเจ้าหน้าที่ เพื่อพัฒนาการตอบสนองต่อข้อกังวลของคนหนุ่มสาว
ทั้งนี้ ประชาชนประมาณ 550,000 คนได้เข้าร่วมในการประท้วงทั่วประเทศฝรั่งเศสเมื่อวันเสาร์ โดยมีผู้เข้าร่วมจากหลายกลุ่ม ทั้งเกษตรกร นักเคลื่อนไหวด้านสภาพภูมิอากาศ สหภาพแรงงาน และนักศึกษา ซึ่งประชาชนเหล่านีน้ได้เรียกร้องในประเด็นต่าง ๆ ตั้งแต่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าครองชีพ การศึกษา ไปจนถึงบริการสาธารณะ
กระทรวงมหาดไทยฝรั่งเศส เปิดเผยว่า มีผู้ถูกจับกุมรวม 2,397 คนระหว่างการประท้วง ฐานก่อเหตุรุนแรง นอกจากนี้ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและสารวัตรทหารได้รับบาดเจ็บรวม 997 นาย
ด้าน โลรองต์ นูเนซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยฝรั่งเศส ได้ประณามเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุม โดยเขาให้สัมภาษณ์กับสื่อฝรั่งเศส BFMTV ว่า มีการทำลายอาคารสาธารณะ สถานีตำรวจ และสถานประกอบการหลายแห่งระหว่างการชุมนุม รวมถึงมีเหตุการณ์บุกรุกและพยายามบุกรุกอาคารศาลาว่าการเมืองมาร์กเซย ลีล กาเลส์ และอองเฌร์ นอกจากนี้ ยังมีการฉวยโอกาสอาศัยสถานการณ์การชุมนุมเพื่อปล้นสะดมร้านค้าในหลายเมืองด้วย
รายงานระบุว่า ผู้ประท้วงได้เผาศาลาว่าการเมืองลิโมจส์ (Limoges) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่มีอายุกว่า 100 ปีของฝรั่งเศส โดยสถานที่แห่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นศูนย์กลางการบริหารงานเมือง แต่ยังเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ยืนหยัดผ่านกาลเวลามานานกว่าศตวรรษของฝรั่งเศส ซึ่งการที่ผู้ประท้วงก่อเหตุเผาศาลาว่าการแห่งนี้ได้สร้างความตกตะลึงแก่ผู้คนทั่วโลก
โดย รัตนา พงศ์ทวิช





