
นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) แถลงถึงกรณีภาษีดิจิทัล 1.6 หมื่นล้านบาท ว่า เป็นเรื่องที่กำลังเขย่าเศรษฐกิจไทย เพราะคนไทยหันมาใช้บริการดิจิทัลมากขึ้น ตนจึงขอเสนอ 5 แผนเพื่อให้ภาครัฐนำไปปรับใช้ และรับมือเศรษฐกิจดิจิทัล และเม็ดเงินภาษีจำนวนหมื่นกว่าล้าน
นายภาวุธ ระบุว่า คนไทยมีการใช้เม็ดเงินผ่านสื่อออนไลน์ทะลุ 300,000 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้เพิ่มมากขึ้นทุกปี แต่กรมสรรพากรสามารถเก็บภาษีจากบริการดิจิทัลได้ประมาณ 1.6 หมื่นล้าน
โดยประเภทที่ 1 เก็บจากผู้ค้าแพลตฟอร์มออนไลน์ และล่าสุด กรมสรรพากร ได้ออกระเบียบพิเศษให้แพลตฟอร์มเหล่านี้ส่งข้อมูลยอดขายของทุกร้านค้า ซึ่งคาดการณ์ว่า มีการเก็บภาษีได้สูงถึงเกือบ 2,000 ล้านบาท สามารถสร้างผู้เสียภาษีรายใหม่ได้เกือบ 56,000 ราย ทำให้รายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีต่าง ๆ เติบโตขึ้น
ประเภทที่ 2 เก็บภาษีบริการจากบริษัทต่างชาติ หรือ E-Service Tax เช่น ค่าโฆษณา Facebook, Google หรือ Streaming ต่าง ๆ รวมเป็นเม็ดเงิน 12,000 ล้านบาท
ประเภทที่ 3 เก็บภาษีจากสินค้านำเข้าตั้งแต่บาทแรก หรือ De Minimis
ทั้งนี้ นายภาวุธ ได้เสนอสิ่งที่รัฐบาลควรทำต่อจากนี้ใน 5 ข้อ คือ
1. เปลี่ยนข้อมูลส่งสรรพากรเป็นทุน (Digital Business Passport) ใช้ข้อมูลที่สรรพากรเก็บได้ไปช่วย SMEs ซึ่งกรมสรรพากรต้องทำงานร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสถาบันการเงิน ให้ SMEs ที่เข้าระบบภาษีถูกต้อง สามารถกดปุ่มยินยอมส่ง Data รายรับจากแพลตฟอร์มไปเป็นเครดิตสกอร์ดิจิทัลเพื่อขอกู้เงินได้ เปลี่ยนภาพลักษณ์จากเข้าระบบแล้วโดนรีดภาษี เป็นเข้าระบบแล้วได้แหล่งทุน
2.ขยายเพดาน SMEs จดทะเบียน VAT & ภาษีเหมาจ่ายรายย่อย เสนอให้กระทรวงการคลัง ศึกษาการขยายเพดานรายรับในการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากปัจจุบันที่กำหนดให้ผู้ประกอบการที่มีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จะต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยให้ขยายเป็น 3 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากยอด 1.8 ล้านบาท ใช้มาแล้วถึง 21 ปีโดยไม่มีการปรับเปลี่ยน เพราะ SMEs หลายรายพยายามปิดบังรายได้ หรือหลีกเลี่ยง เพื่อไม่ให้ยอดขายหรือรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี เพราะกลัวภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม และการทำบัญชีที่ซับซ้อน ซึ่งกลายเป็นกำแพงที่หยุดการเติบโตของธุรกิจ (Growth Trap) และสำหรับรายย่อยออนไลน์ ควรมีตัวเลือกภาษีเหมาจ่ายอัตราต่ำสุด (0.5-1%) หักผ่านแพลตฟอร์ม เพื่อจูงใจให้คนกล้าเข้าสู่ระบบมากขึ้น
3.กติกาต้องเป็นธรรม การเก็บ VAT สินค้านำเข้าเป็นเรื่องดี แต่ยังไม่เพียงพอ รัฐควรต้องเชื่อมข้อมูลแพลตฟอร์ม กับ การศุลกากร, สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อบังคับตรวจมาตรฐานสินค้านำเข้าให้เข้มงวดเท่ากับที่ SMEs ไทยโดน นอกจากนี้ ควรผลักดัน VAT at Checkout ให้แพลตฟอร์มหัก VAT นำส่งรัฐทันทีตั้งแต่ตอนลูกค้าจ่ายเงิน
4.ใช้เทคโนโลยีของบริษัทคนไทย รัฐต้องปรับการจัดซื้อจัดจ้างให้สนับสนุนเทคโนโลยีของคนไทย ทั้งเอกชนและรัฐ โดยให้ DGA และกรมบัญชีกลาง เปิดบัญชีจัดซื้อบริการดิจิทัลต่าง ๆ จากบริษัทเทคโนโลยีไทย (ที่ผ่าน NIA/DEPA) ลดการเขียน TOR ล็อกสเปกที่เอื้อบริษัทต่างชาติ และเอาเงินไปสร้างของใหม่ทั้ง ๆ ที่อาจจะมีของดีพัฒนาพร้อมอยู่แล้ว เอาเม็ดเงินรัฐมาเป็นแต้มต่อให้คนไทย
5. Open Data เป็นอาวุธให้ SMEs กรมสรรพากร มี Data มหาศาล ดังนั้นต้องนำข้อมูลนี้มาทำเป็น Open Data แบบนิรนาม (Anonymized) เพื่อให้ SMEs ไทยเห็นเทรนด์ว่าสินค้าหมวดไหนขายดี รัฐต้องเอาข้อมูลกลับมาเป็นแผนที่นำทางให้คนไทย ไม่ใช่เก็บไว้ดูคนเดียว
“อยากจะฝากให้หน่วยงานภาครัฐกลับไปดูว่า เราจะลดการพึ่งพาต่างชาติได้อย่างไร หาทางทำให้กระตุ้นเศรษฐกิจดิจิทัลไทยให้โตขึ้น หลายคนเห็นข่าวคงทราบว่า ปัจจุบันสตาร์ทอัพของไทยห่วยมาก เม็ดเงินไม่มีใครลงทุน เด็กรุ่นใหม่ทำสตาร์ทอัพน้อยลงไปเยอะ ขณะที่ต่างประเทศโตขึ้นมาก จะดีหรือไม่ หากเรานำเม็ดเงิน 300,000 กว่าล้านบาทที่ขาดดุลไป เอาเงินเหล่านี้กลับมาช่วยผู้ประกอบการสตาร์ทอัพไทย คนทำนวัตกรรมไทย จะดีกว่านี้มาก” นายภาวุธ กล่าว
ส่วนที่มีการมองกันว่าหากเก็บภาษีกับแพลตฟอร์มเพิ่ม จะกระทบกับผู้บริโภคหรือไม่นั้น นายภาวุธ กล่าวว่า หน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมสรรพากร ควรจะบูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงาน เช่น Facebook ที่มีรายได้จากประเทศไทยประมาณ 400 ล้านบาท แต่เอเจนซี่โฆษณาของไทยจ่ายค่าโฆษณาให้กับ Facebook ปีหนึ่งกว่า 8,000 ล้านบาท จึงเป็นหน้าที่ของภาครัฐในการชักชวนไม่ให้เงินจำนวนนี้ออกนอกประเทศ ต้องเป็นกลยุทธ์ของรัฐบาลเพื่อดึงเงินจากบริษัทต่างชาติ โดยไม่ต้องให้ประชาชนเป็นผู้จ่ายภาษี 7%
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์





