
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรี เสนอกรอบเวลาการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล รวม 3 วัน ระหว่างวันที่ 27-29 ตุลาคมนี้ ว่า ต้องเริ่มต้นจากการพิจารณาว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นญัตติของฝ่ายค้าน ซึ่งได้ยื่นรายละเอียดต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว โดยมีรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายทั้งหมด 18 คน และพรรคฝ่ายค้านได้หารือกันว่าจะใช้เวลาประมาณ 5 วัน เพื่ออภิปรายรัฐมนตรีทั้ง 18 คนให้ครบถ้วนตามเนื้อหาสาระ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นี่คือหลักตั้งต้นของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จึงไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลจะเป็นผู้กำหนดว่าสะดวกให้เวลาเท่าใดหรือวันไหน โดยส่วนตัวแล้วต้องการให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น และเชื่อว่าการประชุมวิป 3 ฝ่ายในวันนี้ จะมีการเสนอทางออก ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลสามารถสอบถามถึงความจำเป็นในการใช้เวลาได้ ซึ่งเข้าใจว่าผู้แทนฝ่ายค้านที่เข้าร่วมประชุมพร้อมอธิบายเหตุผลว่าทำไมจึงต้องการเวลา 5 วัน
สำหรับกรณีที่นายกรัฐมนตรีระบุว่า หากกำหนดเวลาอภิปราย 3 วันแล้ว จะเพิ่มเวลาให้ฝ่ายค้านในการอภิปรายด้วยนั้น นายอภิสิทธิ์ เห็นว่าไม่ควรเป็นเช่นนั้น พร้อมตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดฝ่ายรัฐบาลจึงต้องการลดเวลาชี้แจงของตัวเอง โดยอยากให้นายกรัฐมนตรีทบทวนท่าที เนื่องจากที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีพูดถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจในลักษณะที่ลดทอนความสำคัญมาโดยตลอด และอาจมองว่าเป็นเพียงพิธีกรรมที่ปล่อยให้ผ่านไปให้เสร็จสิ้น
“การอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ใช่พิธีกรรม แต่เป็นกระบวนการสำคัญในการตรวจสอบตามระบอบประชาธิปไตย ฝ่ายผู้อภิปรายต้องการนำเสนอข้อมูลอย่างเต็มที่ และได้รับคำตอบ” นายอภิสิทธิ์ ระบุ
ขณะเดียวกัน สส.ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใด ควรได้รับฟังทั้งผู้อภิปรายและผู้ชี้แจงอย่างครบถ้วน ก่อนตัดสินใจว่ารัฐมนตรีทั้ง 18 คน สมควรได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งต่อไปหรือไม่ หากทุกฝ่ายเคารพกระบวนการประชาธิปไตย ก็จะไม่มีปัญหาในการบริหารจัดการเวลา โดยต้องเริ่มจากการพิจารณาความจำเป็นของการอภิปราย
ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า เข้าใจว่านายกรัฐมนตรีมีภารกิจต่างประเทศ รวมถึงการเข้าร่วมประชุมเอเปค แต่ขึ้นอยู่กับการจัดสรรเวลาว่า จะเปิดโอกาสให้สภาฯ ใช้เวลา 1 สัปดาห์ ตรวจสอบรัฐบาลได้อย่างเต็มที่ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ พร้อมเชื่อว่าภารกิจของนายกรัฐมนตรีนั้น สามารถหาวิธีบริหารจัดการตารางเวลาได้ เพราะไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไป
ส่วนกระแสข่าวว่าหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อาจมีการควบรวมระหว่างพรรคภูมิใจไทย กับพรรคกล้าธรรมนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนตัวไม่ทราบ และไม่สามารถตอบได้ เพราะไม่ได้อยู่ในทั้ง 2 พรรค แม้จะได้ยินข่าวเกี่ยวกับการยุบรวมพรรคหรือการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่พรรคประชาธิปัตย์ ยังคงทำหน้าที่ของตัวเองในฐานะฝ่ายค้าน โดยมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล
สำหรับความเป็นไปได้ในการควบรวมพรรคการเมือง โดยมีการยกตัวอย่างกรณีที่เคยเกิดขึ้นในสมัยพรรคความหวังใหม่นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน ไม่ได้เปิดทางให้มีการควบรวมพรรคโดยตรง แต่ส่วนใหญ่ใช้วิธีให้สมาชิกลาออกจากพรรคเดิมแล้วไปสังกัดพรรคใหม่ ซึ่งเรื่องนี้ต้องสอบถามทั้ง 2 พรรคว่ามีเหตุผลอย่างไร
ส่วนกรณีนายศิริโชค โสภา อดีต สส. พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีทรัพย์สินของ น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส. พรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีสามีเป็นหุ้นส่วนเว็บไซต์พนัน นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ได้พูดคุยกับนายศิริโชคแล้ว เนื่องจากนายศิริโชคสนใจประเด็นดังกล่าว และพร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ โดยเมื่อวานนี้ ได้เดินทางไปกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ก่อนที่จะถูกกำหนดเรียก เพื่อแสดงความพร้อมในการให้ข้อมูล และในวันพรุ่งนี้ (22 ต.ค.) นายศิริโชค จะเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ
ส่วนกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ระบุว่า การออกมาพูดถึงบัญชีทรัพย์สินของ น.ส.สุชาดา เป็นเรื่องของการแพ้การเลือกตั้งนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวสั้น ๆ ว่า “ท่านก็คิดได้เท่านี้”
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์





