ราคาน้ำมันโลกพุ่งกว่า 2% ผวาสหรัฐเปิดฉากถล่มอิหร่านรอบใหม่

ณ เวลา 19.12 น.ตามเวลาไทย ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) [WTI.X] ส่งมอบเดือนพ.ย. บวก 2.20 ดอลลาร์ หรือ 2.26% สู่ระดับ 99.35 ดอลลาร์/บาร์เรล

ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ [BRENT.X] ส่งมอบเดือนธ.ค. บวก 3.12 ดอลลาร์ หรือ 2.87% สู่ระดับ 111.94 ดอลลาร์/บาร์เรล

สหรัฐสั่งให้นักการทูตที่ไม่มีภารกิจฉุกเฉินและครอบครัวเดินทางออกจากซาอุดีอาระเบีย หลังกลุ่มฮูตีเพิ่มความรุนแรงในการโจมตีต่อดินแดนดังกล่าว

นายทอมมี พิกอตต์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ระบุว่า คำสั่งดังกล่าวมีผลเฉพาะกับซาอุดีอาระเบียเท่านั้น โดยให้เหตุผลว่ากลุ่มฮูตี ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิหร่าน ได้เพิ่มการโจมตีเป้าหมายพลเรือนมากขึ้น

นอกจากนี้ สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐยังมีแผนอพยพสมาชิกครอบครัวของเจ้าหน้าที่ประจำสถานทูตและคณะผู้แทนทางการทูตในประเทศอื่น ๆ ของภูมิภาคด้วย

ทั้งนี้ การโจมตีท่าอากาศยานนานาชาติคิงฟาฮัดในเมืองดัมมามเมื่อวานนี้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย และบาดเจ็บอีก 8 ราย ส่วนการโจมตีด้วยโดรนต่อคลังน้ำมันชัยบาห์ของบริษัทซาอุดีอารัมโก ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย

อย่างไรก็ดี หนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์ รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐที่ไม่เปิดเผยชื่อ ระบุว่า การถอนนักการทูตสหรัฐจากซาอุดีอาระเบียมีขึ้น ขณะที่กองทัพสหรัฐและอิสราเอลได้จัดทำแผนการอย่างเป็นรูปธรรมสำหรับการกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้งภายหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐในเดือนพ.ย. โดยปฏิบัติการทางทหารดังกล่าวจะใช้ระยะเวลาสั้น แต่มีความรุนแรง และแผนดังกล่าวกำลังมีความคืบหน้า

นอกจากนี้ มีรายงานว่า รัฐบาลสหรัฐกำลังพิจารณาใช้ระเบิด GBU-43/B Massive Ordnance Air Blast หรือ MOAB ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในชื่อ “มารดาแห่งระเบิดทั้งปวง” (Mother of All Bombs) ในการโจมตีอิหร่าน

สถานการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ที่สงครามซึ่งดำเนินมาเกือบ 8 เดือนอาจขยายวงกว้างออกไป แม้ว่าผู้แทนเจรจาของสหรัฐและอิหร่านยังคงหารือกันเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านและช่องแคบฮอร์มุซ

นิวยอร์กไทมส์รายงานว่า ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐและอิสราเอลได้เพิ่มความเข้มข้นของการฝึกซ้อมทางทหาร รวมทั้งการส่งเครื่องบินรบบินเหนือน่านฟ้าอิรักเพื่อฝึกซ้อมยุทธวิธีการโจมตี

รายงานยังระบุว่า นายพีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ ได้พบกับนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ระหว่างการเดินทางเยือนอิสราเอลโดยไม่มีการประกาศล่วงหน้าในสัปดาห์นี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเปิดฉากโจมตีทางทหารครั้งใหม่ต่ออิหร่าน

เดอะนิวยอร์กไทมส์ระบุว่า หากสหรัฐกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้ง เป้าหมายที่เป็นไปได้ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน โรงงานนิวเคลียร์ ตลอดจนคลังขีปนาวุธและโดรน

ด้านนายเดวิด แวกเนอร์ หัวหน้าฝ่ายหุ้นและผู้จัดการพอร์ตการลงทุนของบริษัทแอปตัส แคปิตอล แอดไวเซอร์ส กล่าวว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงในขณะนี้ อาจไม่รุนแรงเท่ากับในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากผู้บริโภคสามารถปรับตัวรับภาวะราคาพลังงานแพงได้ดีกว่าในอดีต

“ราคาน้ำมันที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปัจจุบัน แตกต่างอย่างมากจากราคาน้ำมันที่ 100 ดอลลาร์เมื่อ 20 หรือ 30 ปีก่อน” นายแวกเนอร์กล่าว พร้อมชี้ว่า ราคาน้ำมันดิบในปัจจุบันยังคงต่ำกว่าระดับสูงสุดในอดีตอย่างมาก หลังมีการปรับค่าตามอัตราเงินเฟ้อ

เขาอ้างอิงข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ค่าใช้จ่ายน้ำมันเบนซินคิดเป็นสัดส่วนราว 5% ของรายได้สุทธิหลังหักภาษีของชาวอเมริกันโดยเฉลี่ย แต่ปัจจุบันสัดส่วนดังกล่าวลดลงเหลือประมาณครึ่งหนึ่ง หรือราว 2.5% ซึ่งสะท้อนว่าครัวเรือนอเมริกันอาจมีความพร้อมมากขึ้นในการรับมือกับต้นทุนพลังงานที่อยู่ในระดับสูง

“ผมคิดว่าเรายังสามารถกางร่มป้องกันตัวเองจากพายุฝนแห่งราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นได้” เขากล่าว โดยระบุว่า เศรษฐกิจและผู้บริโภคในปัจจุบันมีความสามารถในการรับมือกับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้ดีกว่าในอดีต

โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ