ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดขยับขี้นเพียงเล็กน้อยในวันพฤหัสบดี (22 ต.ค.) ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดร่วงหนัก และดัชนี Nasdaq ปรับตัวลดลงรายวันรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมิถุนายน หลังจากรายงานผลประกอบการของบริษัทชั้นนำหลายแห่งจุดชนวนความกังวลระลอกใหม่เกี่ยวกับการแข่งขันด้านการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ปิดที่ 52,867.98 จุด เพิ่มขึ้น 11.89 จุด หรือ +0.02%
- ดัชนี S&P500 [SP500.X] ปิดที่ 7,663.43 จุด ลดลง 93.74 จุด หรือ -1.21%
- ดัชนี Nasdaq [NASDAQ.X] ปิดที่ 26,008.859 จุด ลดลง 693.998 จุด หรือ -2.60%
ดัชนี Nasdaq ซึ่งมีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นองค์ประกอบหลัก ถูกฉุดร่วงลงโดยหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ หลังจากมีการเปิดเผยผลประกอบการของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI หลายแห่ง ส่วนดัชนี Dow Jones ซึ่งประกอบด้วยหุ้นบริษัทชั้นนำ สามารถพลิกกลับมาปิดบวกได้เล็กน้อยในช่วงไม่กี่นาทีก่อนปิดตลาด
หุ้น Meta Platforms ร่วงลง 7.0% แม้ว่าผลประกอบการจะออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ บริษัทแม่ของ Facebook รายงานกระแสเงินสดไหลออกเป็นครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับ AI นอกจากนี้ บริษัทยังประกาศแผนการออกหุ้นที่ไม่มีสิทธิออกเสียง ผ่านการแตกหุ้นในอัตรา 2 ต่อ 1 เพื่อระดมทุนสำหรับนำไปใช้จ่ายในเทคโนโลยีดังกล่าว
หุ้น Tesla ปรับตัวลดลง 3.1% แม้ว่าผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายนี้จะรายงานกระแสเงินสดอิสระที่เป็นบวกเกินความคาดหมายในไตรมาสที่ผ่านมา พร้อมทั้งประกาศปรับลดแผนการลงทุนในปี 2569 ลงก็ตาม
ขณะที่หุ้นบริษัทผู้ผลิตชิปอย่าง Intel, AMD, SanDisk และ Marvell ต่างร่วงลงกว่า 8% ท่ามกลางแรงเทขายในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์โดยรวม
นักวิเคราะห์กล่าวว่า หุ้นกลุ่มที่กำลังประสบปัญหาอย่างหนักคือกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งเคยเป็นดาวเด่นของตลาดมาโดยตลอดจนถึงช่วงประมาณเดือนมิถุนายน เนื่องจากนักลงทุนเริ่มตระหนักว่า AI นั้นยังมีช่องโหว่บางประการ ซึ่งส่งผลกระทบต่อดัชนีต่าง ๆ เนื่องจากดัชนีเหล่านี้มีสัดส่วนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอยู่ค่อนข้างมาก
รอยเตอร์รายงานว่า ดัชนี Philadelphia SE Semiconductor (SOX) ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมา ร่วงลงถึง 6.7% ซึ่งเป็นการลดลงรายวันที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน และจากการปรับตัวลดลงในวันพฤหัสบดี ทำให้ดัชนี SOX ร่วงลงแล้วกว่า 26% จากระดับปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ทำไว้เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน อย่างไรก็ตาม หากมองภาพรวมทั้งปี ดัชนียังคงปรับตัวเพิ่มขึ้น 51.5% เมื่อนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน
ขณะเดียวกัน ประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ยังคงกดดันบรรยากาศการซื้อขาย โดยกลุ่มฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านได้เปิดฉากโจมตีเป้าหมายในซาอุดีอาระเบียอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือน
สัญญาน้ำมันดิบ WTI [WTI.X] ส่งมอบเดือนธ.ค. พุ่งขึ้น 2.32 ดอลลาร์ หรือ 2.39% ปิดที่ 99.47 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) [BRENT.X] ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 4.35 ดอลลาร์ หรือ 4% ปิดที่ 113.17 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังมีรายงานว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังวางแผนกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้ง ภายหลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพ.ย.
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ได้เจรจากับอิหร่าน พร้อมระบุว่า “บางสิ่งบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้” ถ้อยแถลงของเขามีขึ้น หลังจากหนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์ รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่ไม่เปิดเผยชื่อว่า การถอนนักการทูตสหรัฐฯ จากซาอุดีอาระเบียมีขึ้น ขณะที่กองทัพสหรัฐและอิสราเอลได้จัดทำแผนการอย่างเป็นรูปธรรมสำหรับการกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้งภายหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพ.ย. โดยปฏิบัติการทางทหารดังกล่าวจะใช้ระยะเวลาสั้น แต่มีความรุนแรง และแผนดังกล่าวกำลังมีความคืบหน้า
นอกจากนี้ ยังมีรายงานด้วยว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณาใช้ระเบิด GBU-43/B Massive Ordnance Air Blast หรือ MOAB ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในชื่อ “มารดาแห่งระเบิดทั้งปวง” (Mother of All Bombs) ในการโจมตีอิหร่าน
รายงานข่าวระบุว่า ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ และอิสราเอลได้เพิ่มความเข้มข้นของการฝึกซ้อมทางทหาร รวมทั้งการส่งเครื่องบินรบบินเหนือน่านฟ้าอิรักเพื่อฝึกซ้อมยุทธวิธีการโจมตี รายงานยังระบุว่า พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ได้พบกับเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ระหว่างการเดินทางเยือนอิสราเอลโดยไม่มีการประกาศล่วงหน้าในสัปดาห์นี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเปิดฉากโจมตีทางทหารครั้งใหม่ต่ออิหร่าน
นักลงทุนกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องอาจทำให้ภาวะเงินเฟ้อสูงขึ้น และบีบให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป
ทั้งนี้ ตลาดจับตาการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในสัปดาห์หน้า รวมทั้งการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ
ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 89.5% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมเดือนต.ค. นอกจากนี้ นักลงทุนให้น้ำหนัก 82.7% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% สู่ระดับ 4.00-4.25% ในการประชุมเดือนธ.ค.
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานแสดงให้เห็นว่าจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกยังคงอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ ซึ่งส่งสัญญาณถึงเสถียรภาพในตลาดแรงงานที่อาจจะช่วยให้เฟดสามารถมุ่งเน้นไปที่การต่อสู้กับเงินเฟ้อได้
กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ลดลง 6,000 ราย สู่ระดับ 194,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 200,000 ราย โดยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานดังกล่าวใกล้เคียงระดับต่ำสุดในรอบ 57 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2512 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 189,000 ราย ส่วนตัวเลขค่าเฉลี่ย 4 สัปดาห์ของจำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ซึ่งถือเป็นมาตรวัดตลาดแรงงานที่ดีกว่า เนื่องจากขจัดความผันผวนรายสัปดาห์ ลดลงสู่ระดับ 197,750 ราย
ทั้งนี้ ฤดูกาลรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ดำเนินไปอย่างคึกคัก โดยบริษัทในดัชนี S&P 500 จำนวน 111 แห่งได้รายงานผลประกอบการแล้ว ซึ่งข้อมูลล่าสุดจาก LSEG ระบุว่า 83% ของบริษัทเหล่านี้มีผลประกอบการสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
ในบรรดาหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก 11 กลุ่มของดัชนี S&P 500 มี 6 กลุ่มที่ปิดแดนบวกในวันพฤหัสบดี โดยกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นและกลุ่มสาธารณูปโภคเป็นกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นสูงสุด โดยเพิ่มขึ้น 3.11% และ 1.98% ตามลำดับ ในขณะที่กลุ่มบริการด้านการสื่อสารและกลุ่มเทคโนโลยีเป็นกลุ่มที่ปรับตัวลดลงมากที่สุด โดยร่วงลง 3.01% และ 3.00% ตามลำดับ
Procter & Gamble เตือนว่าแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบต่อกำไรมากขึ้น แต่ผลประกอบการโดยรวมยังคงสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้น 5.6% และช่วยหนุนหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น
Blackstone ปรับตัวขึ้น 8.4% หลังจากบริษัทระบุว่าส่วนต่างอัตราผลตอบแทนที่กว้างขึ้นในตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับ AI อาจเป็นโอกาสในการล็อกผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้
Spotify พุ่งขึ้น 11.1% หลังจากบริษัทคาดการณ์กำไรไตรมาสล่าสุดสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ โดยคาดหวังว่าฟีเจอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI จะช่วยผลักดันการเติบโตของผู้ใช้งาน
Lockheed Martin ปรับตัวขึ้น 7.0% หลังจากบริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดขายและกำไรประจำปี
บริษัทรถไฟ Union Pacific ปรับตัวขึ้น 3.6% หลังจากรายงานผลประกอบการไตรมาสที่สูงกว่าคาด โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการปรับราคาหลัก แม้บริษัทเผยว่าได้รับผลกระทบจากราคาเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้นก็ตาม
โดย ปนัยดา ปัทมโกวิท





