
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือน ก.ย.69 และช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ย.) ว่า การส่งออกของไทยในเดือนก.ย.นี้ มีมูลค่า 38,438 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 24% จากที่ตลาดคาดการณ์ไว้ 18% ส่วนการนำเข้า มีมูลค่า 44,295 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 50.4% ส่งผลให้ขาดดุลการค้า 5,856 ล้านดอลลาร์
โดยการส่งออกในเดือนนี้ ยังได้รับปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญจาก การส่งออกสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่เร่งตัวขึ้น สอดคล้องกับประเทศผู้ผลิตเทคโนโลยีในภูมิภาค, ภาคการผลิตโลก ขยายตัวสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี จากคำสั่งซื้อใหม่ และการสะสมสินค้าคงคลังของผู้ผลิต ประกอบกับ อุปสงค์ที่แข็งแกร่งของสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับการลงทุนด้านดิจิทัล และสินค้ากลุ่มอื่นของสหรัฐฯ ช่วยผลักดันการส่งออกในภาพรวม นอกจากนี้ ผลไม้ในภาคใต้ของไทยยังออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยหนุนการส่งออกผลไม้สดในภาพรวมให้ขยายตัวได้สูง
ขณะที่การส่งออกในช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ มีมูลค่า 304,588 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 19.6% ส่วนการนำเข้า มีมูลค่า 348,282 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 37.8% ส่งผลให้ช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ ไทยขาดดุลการค้ารวมทั้งสิ้น 43,693 ล้านดอลลาร์

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการ สนค. คาดการณ์ว่าในปี 2569 นี้ มูลค่าการส่งออกของไทย อาจขยายตัวได้ 15-16% จากก่อนหน้าที่ประเมินไว้ที่ 11% แต่ทั้งนี้มีโอกาสที่การส่งออกปีนี้ จะขยายตัวได้สูงถึง 19.6% ที่มูลค่า 404,876 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจะถือว่าเป็นมูลค่าที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากผลของอุปสงค์สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ขณะที่ฐานการส่งออกไตรมาส 4/68 อยู่ในระดับที่ไม่สูงมาก
อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวกดดันการส่งออกของไทย ได้แก่ สงครามที่ยืดเยื้อ กดดันการส่งออกของไทยไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง และ มาตรการควบคุมการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ กดดันภาพรวมสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร แม้สินค้าศักยภาพอื่นจะยังขยายตัวได้ดี
- การส่งออกรายกลุ่มสินค้า
สินค้าเกษตร : มูลค่าการส่งออกเดือนก.ย. อยู่ที่ 2,115 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 8.1% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 โดยสินค้าที่เติบโตดี ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น-แช่แข็ง และแห้ง, ยางพารา, กุ้งสด แช่เย็น-แช่แข็ง, ไก่แปรรูป
สินค้าอุตสาหกรรมเกษตร : มูลค่าการส่งออกเดือนก.ย. อยู่ที่ 2,024 ล้านดอลลาร์ ลดลง 2.7% หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 โดยสินค้าที่ยังเติบโตดี ได้แก่ อาหารสัตว์เลี้ยง, สิ่งปรุงรสอาหาร
สินค้าอุตสาหกรรม : มูลค่าการส่งออกเดือน ก.ย. อยู่ที่ 33,041 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 25.4% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 30 โดยสินค้าที่เติบโตดี ได้แก่ เครื่องวิดีโอ-เครื่องเสียง อุปกรณ์และส่วนประกอบ, เครื่องส่งวิทยุ โทรเลข โทรศัพท์ โทรทัศน์, เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, แผงวงจรไฟฟ้า, หม้อแปลงไฟฟ้า และส่วนประกอบ

- ตลาดส่งออกที่สำคัญ
การส่งออกไปตลาดสำคัญยังคงขยายตัวสูงต่อเนื่อง สอดคล้องกับภาคการผลิตโลกที่เติบโตแข็งแกร่ง สะท้อนจากดัชนี PMI ภาคการผลิตโลกเดือนก.ย.69 ที่ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 53.0 สูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.พ.65 โดยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เป็นแรงหนุนสำคัญของการส่งออกไทย ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับการส่งออกของประเทศผู้ผลิตสินค้าเทคโนโลยีในเอเชีย ตามการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ยังเร่งตัวต่อเนื่อง
ตลาดสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ อันดับ 1 ตลาดฮ่องกง 78.4% อันดับ 2 ตลาดสหรัฐฯ 50.1% อันดับ 3 ทวีปออสเตรเลีย 37.7% อันดับ 4 สหภาพยุโรป 35% อันดับ 5 ไต้หวัน 32.6%
ตลาดสำคัญที่หดตัว ได้แก่ อันดับ 1 สวิตเซอร์แลนด์ 63.8% อันดับ 2 รัสเซียและกลุ่ม CIS 12.4% อันดับ 3 ตะวันออกกลาง 8.7% อันดับ 4 เอเชียใต้ 2.7%
- แนวโน้มการส่งออกปี 69 และปี 70
นายนันทพงษ์ กล่าวถึงแนวโน้มการส่งออกช่วงที่เหลือของปี 2569 โดยคาดว่าจะยังสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง แม้เผชิญแรงกดดันจากพลังงาน เงินเฟ้อ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งนี้ เนื่องจากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวเนื่องกับ AI ยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดี หลายหน่วยงานปรับเพิ่มคาดการณ์ปริมาณการค้าโลกทั้งในปีนี้ และปี 70 จากแรงหนุนของการลงทุน AI และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี รวมถึงสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันที่ขยายตัวจากราคาพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูง และการเข้าสู่ช่วงเทศกาลปลายปี
โดยในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ได้เร่งขับเคลื่อนนโยบายเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้า และบริการ ผ่านทูตพาณิชย์ทั่วโลก เร่งรัดการเจรจา FTA ให้สำเร็จลุล่วง รวมถึงการเปิดตลาดใหม่อย่างแอฟริกา และเอเชียใต้ พร้อมกับการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับ SME เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยมีทางเลือกในการส่งออกเพิ่มขึ้นด้วย
ผู้อำนวยการ สนค. คาดการณ์ว่าในปี 2569 นี้ มูลค่าการส่งออกของไทย อาจขยายตัวได้ 15-16% จากก่อนหน้า ที่ประเมินไว้ที่ 11% แต่ทั้งนี้ มีโอกาสที่การส่งออกปีนี้ จะขยายตัวได้สูงถึง 19.6% ที่มูลค่า 404,876 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจะถือว่าเป็นมูลค่าที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากผลของอุปสงค์สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ขณะที่ฐานการส่งออกไตรมาส 4/68 อยู่ในระดับที่ไม่สูงมาก
ทั้งนี้ หากจะให้การส่งออกปี 69 ขยายตัวได้ 15% มูลค่าการส่งออกในช่วง 3 เดือนที่เหลือ (ต.ค.-ธ.ค.) จะต้องทำได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 28,892 ล้านดอลลาร์ หรือหากจะให้การส่งออก ขยายตัวได้ 16% มูลค่าการส่งออกในช่วง 3 เดือนที่เหลือ จะต้องทำได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 30,027 ล้านดอลลาร์ และหากจะให้การส่งออก ขยายตัวได้ถึง 19% มูลค่าการส่งออกในช่วง 3 เดือนที่เหลือ จะต้องทำได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 34,000 ล้านดอลลาร์
ขณะที่การส่งออกในปี 2570 นั้น สนค. ประเมินเบื้องต้นว่า อาจจะขยายตัวได้ลดลงเหลือเพียง 2-4% ซึ่งต่ำกว่าในปี 69 เนื่องจากผลของฐานที่สูงมากในปีนี้เป็นสำคัญ

สำหรับผลกระทบด้านการส่งออก จากสถานการณ์ประท้วงที่เกิดขึ้นหลายประเทศในยุโรปนั้น นายนันทพงษ์ กล่าวว่า จากการประเมินเบื้องต้น ในระยะสั้นการส่งออกของไทยยังไม่ได้รับผลกระทบ แต่ในระยะกลาง อาจจะกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค และหากเศรษฐกิจเติบโตต่ำ ก็อาจจะกระทบต่อการค้าในระยะข้างหน้าได้
นายนันทพงษ์ ยังกล่าวถึงปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้ง และมีผลต่อราคาน้ำมันตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่องว่า สถานการณ์ดังกล่าวอาจจะส่งผลต่อการส่งออกไทยได้ในหลายประเด็น กล่าวคือ ประเด็นแรก เมื่อราคาน้ำมันตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อที่จะสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้บรรดาธนาคารกลางของประเทศตลาดหลักปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย และหากเป็นเช่นนั้น ทิศทางเงินทุนต่างประเทศก็มีโอกาสจะไหลออกจากไทย ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่า ซึ่งกรณีนี้ก็จะเป็นผลดีต่อการส่งออก
ส่วนอีกประเด็นนั้น หากเงินบาทอ่อนค่า ก็จะส่งผลกระทบต่อการผลิตสินค้าบางประเภทที่มีสัดส่วนพึ่งพาการนำเข้าสูง ทำให้มีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และประเด็นสุดท้ายที่สำคัญมาก คือ อุปสงค์ (Demand) หรือความต้องการการบริโภคสินค้า ซึ่งหากราคาน้ำมันยังสูงขึ้นต่อเนื่อง ก็ย่อมกระทบต่อค่าครองชีพ และกดดันความต้องการนำเข้าสินค้าให้ลดลงได้
“ปกติแล้ว effect ที่จะเกิดขึ้นเร็วสุด คือผลต่อการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาท ซึ่งหากเกิดสถานการณ์ดังกล่าวขึ้น (เงินบาทอ่อนค่า) ก็จะเป็นผลดีต่อการส่งออกแน่นอน แต่ในระยะยาว การส่งผ่านไปถึงค่าครองชีพ ดีมานด์ ต้นทุน ก็จะค่อย ๆ ถูกส่งถ่าย ดังนั้น ในระยะยาว ก็จะมีแรงกดดันต่อการส่งออกได้” ผู้อำนวยการ สนค. กล่าว
โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน





