ครม. ไฟเขียวรับงบจีน 1.66 แสนดอลล์ หนุนส่งออกสินค้าเกษตรไทยผ่านรถไฟความเร็วสูง ไทย-ลาว-จีน

น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษแม่โขง-ล้านช้าง ประจำปี พ.ศ. 2568 (Agreement of Cooperation on Projects of the 2025 Mekong–Lancang Cooperation Special Fund) ระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย 

พร้อมอนุมัติให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้ลงนามในความตกลงดังกล่าว เพื่อรับเงินสนับสนุนจากฝ่ายจีนจำนวน 166,100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือไม่เกิน 1,229,100 หยวน สำหรับดำเนินโครงการส่งเสริมธุรกิจการเกษตรเพื่อการค้าผ่านทางรถไฟความเร็วสูงในประเทศแถบแม่โขง-ล้านช้าง มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ และเพิ่มโอกาสส่งออกสินค้าเกษตรไทยผ่านเส้นทางรถไฟไทย-ลาว-จีน

ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าว เป็นการเดินหน้าขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้ากับสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะภาคธุรกิจเกษตรกรรม สามารถเข้าถึงตลาดจีนได้มากขึ้น 

น.ส.ลลิดา กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ ให้ความสำคัญกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากความเชื่อมโยงด้านคมนาคมขนส่งระหว่างไทย สปป.ลาว และจีน ควบคู่กับการใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) และการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการค้าที่จำเป็น เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการส่งออกและขยายตลาดสินค้าเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับโครงการดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ ได้มอบหมายให้สถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง (Mekong Institute: MI) เป็นหน่วยงานดำเนินงาน โดยมีกลุ่มเป้าหมายจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเกษตรกรรม รวม 150 ราย เข้าร่วมกิจกรรมฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพด้านการค้า การใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างประเทศ ก่อนนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมกัน (Joint Action Plan) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจเกษตรกรรม และขยายโอกาสทางการค้าในอนุภูมิภาคแม่โขง-ล้านช้าง

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จุดสำคัญของโครงการคือ การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากเส้นทางรถไฟไทย-ลาว-จีน ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านโลจิสติกส์ และสนับสนุนการขยายตลาดสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโอกาสทางการค้า กฎระเบียบ และสิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดต่างประเทศได้อย่างเป็นระบบ และเพิ่มโอกาสในการแข่งขันกับผู้ประกอบการในภูมิภาค

ทั้งนี้ ฝ่ายจีนจะจัดสรรเงินสนับสนุนจำนวน 166,100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือไม่เกิน 1,229,100 หยวน สำหรับดำเนินโครงการภายในระยะเวลา 3 ปี

สำหรับกองทุนพิเศษแม่โขง-ล้านช้าง (Mekong–Lancang Cooperation Special Fund: MLCSF) เป็นกลไกสนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก 6 ประเทศ ได้แก่ จีน กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย โดยจีนได้ประกาศจัดตั้งกองทุนดังกล่าวในการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ครั้งที่ 1 เมื่อเดือนมีนาคม 2559 เพื่อสนับสนุนโครงการที่สอดคล้องกับความต้องการพัฒนาและผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศสมาชิก 

โดยในปี 2568 มีโครงการของประเทศไทย ได้รับอนุมัติจัดสรรงบประมาณรวม 19 โครงการ โดยเป็นโครงการของกระทรวงพาณิชย์ 1 โครงการ คือโครงการส่งเสริมธุรกิจการเกษตรเพื่อการค้า ผ่านทางรถไฟความเร็วสูงในประเทศแถบแม่โขง-ล้านช้าง

น.ส.ลลิดา กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นการนำเงินสนับสนุนจากต่างประเทศมาใช้พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยไม่สร้างภาระผูกพันต่องบประมาณของรัฐบาล และร่างความตกลงไม่ได้ก่อให้เกิดพันธกรณีที่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเพิ่มโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ที่มีศักยภาพในการส่งออก ความร่วมมือกับจีนภายใต้กองทุนแม่โขง-ล้านช้าง จะช่วยให้ผู้ประกอบการได้รับความรู้ และเครื่องมือในการพัฒนาธุรกิจ พร้อมใช้ประโยชน์จากเส้นทางรถไฟไทย-ลาว-จีน เพื่อเชื่อมโยงสินค้าเกษตรไทยเข้าสู่ตลาดที่กว้างขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยในระยะยาว” น.ส.ลลิดา กล่าว

พร้อมระบุว่า รัฐบาลจะเดินหน้าส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้ากับจีน และประเทศสมาชิกในอนุภูมิภาคแม่โขง-ล้านช้าง อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงระบบขนส่ง และโลจิสติกส์ การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ และการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี เพื่อเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าเกษตรไทย สร้างความเข้มแข็งให้ภาคธุรกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์