SCBAM กางแผน 3 ปีปั๊ม AUM ทะยานแตะ 2.5 ล้านล้านผนึกแบงก์ดึงลูกค้ารายย่อยพุ่งเป้าทวงคืนแชมป์

 บลจ.ไทยพาณิชย์ (SCBAM) วางยุทธศาสตร์ใหญ่ระยะ 3 ปี (ปี 2570–2572) ผลักดันมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ให้เติบโตสู่ระดับ 2.5 ล้านล้านบาท จากสิ้นปีนี้ที่คาด AUM ทะลุ 2 ล้านล้านบาท เติบโตแค่ 1-2% พลาดเป้า พร้อมปักธงกลับขึ้นสู่อันดับ 1 ของอุตสาหกรรม บลจ.ภายในปีหน้า หลังเงินลงทุนไหลออก 3-4 หมื่นล้านบาทจากกองตราสารหนี้ โดยผนึกกำลังธนาคารไทยพาณิชย์ลุยดึงลูกค้าแบงก์  มองการลงทุนปี 70 ตลาดหุ้นโลก-หุ้นไทยยังน่าไปได้ต่อ ให้เป้า SET ปี 70 ที่ 1,710 จุด

นายณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCBAM  เปิดเผยว่า ในปีนี้ AUM เติบโตชะลอลงเหลือ 1–2% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเงินลงทุนที่ไหลออกจากกองทุนตราสารหนี้ระยะกลางและระยะยาวประมาณ 30,000-40,000 ล้านบาท จากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย แต่ SCBAM ได้ปรับกลยุทธ์ลดสัดส่วนกองทุนตราสารหนี้ระยะกลางลง และหันมาเน้นสร้างฐานผู้ลงทุนในผลิตภัณฑ์พื้นฐาน เช่น ตราสารหนี้ระยะสั้น และกองทุนดัชนีหุ้น เพื่อสร้างโครงสร้างพอร์ตที่สมดุล

“บริษัทถอดบทเรียนว่าจะไม่พึ่งพากองทุนประเภทใดประเภทหนึ่งมากเกินไป (Relay on single product type) โดยปรับลดสัดส่วนกองทุนตราสารหนี้ระยะกลางลง และหันมาเน้นการเติบโตแบบสมดุลในทุกกลุ่มเซกเมนต์กองทุนเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว”นายณรงค์ศักดิ์ กล่าว

SCBAM วางเป้าหมายการเติบโตของ AUM ในอีก 3 ปีข้างหน้า (ปี 257-2571) ผลักดัน AUM  เพิ่มขึ้นมาที่ระดับ 2.5 ล้านล้านบาท  โดยลุ้นปีปีหน้าจะกลับมาทวงแชมป์อุตสาหกรรมกองทุน หลังจากปีนี้หล่นลงมาเป็นอันดับ 2 โดย บลจ.กสิกรไทย ขึ้นเป็นอันดับ 1 ซึ่ง AUM  ห่างกันหลักหมื่นล้านบาท  

ณ สิ้นเดือน ก.ย.69 SCBAM มี  AUM ที่กว่า 2 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น ธุรกิจกองทุนรวม (Mutual Fund) 1,162,229 ล้านบาท ธุรกิจสำรองเลี้ยงชีพ (Providenr Funds) 201,727 ล้านบาท และธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) 700,296 ล้านบาท

ยุทธศาสตร์สำคัญคือ SCBAM จะผนึกกำลังธนาคารไทยพาณิชย์ เจาะฐานผู้ฝากเงิน โดยมีแผนกำหนดเป้าหมายร่วมกันในการขยายฐานลูกค้ารายย่อย 50% ของธนาคารให้เข้ามาเป็นลูกค้ากองทุนภายใน 3 ปี  จากปัจจุบันลูกค้ารายย่อยที่เป็นผู้ฝากเงินของธนาคารมีบัญชีกองทุนกับ SCBAM เพียงกว่า 10% เท่านั้น ถือเป็นโอกาสเติบโต (Opportunity Gap) ขนาดใหญ่ภายในเครือ พร้อมตั้งเป้าเพิ่มจำนวนลูกค้ารวมขึ้นเป็นเท่าตัว

นายณรงค์ศักดิ์  กล่าวว่า SCBAM ยังมีแนวคิด Back to Basic เปลี่ยนผ่านจากการดึงเงินฝากแบบเดิม มาเป็นการสร้าง “Wealth Journey” โดยเริ่มต้นนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงต่ำและเข้าใจง่าย เช่น ตราสารหนี้ระยะสั้นและ กองทุนดัชนีหุ้น (Index Funds)เพื่อให้ผู้ฝากเงินเริ่มต้นก้าวแรกได้สะดวก ก่อนจะค่อยๆ ต่อยอดไปยังกองทุนผสมหรือสินทรัพย์ความเสี่ยงสูงขึ้นตามพัฒนาการของลูกค้า 

นอกจากนี้ เจาะลูกค้ารายย่อยทั่วประเทศผ่าน Digital Platform ใช้แอปพลิเคชัน FundClick เป็นเครื่องมือหลักในการเปิดโอกาสให้ลูกค้ารายย่อยทุกพื้นที่ (รวมถึงลูกค้าต่างจังหวัด ข้าราชการ หรือผู้มีรายได้น้อย) สามารถเปิดบัญชีและเริ่มลงทุนได้ง่ายจากที่บ้าน 

ยกระดับ Ecosystem ตาม Tier ของลูกค้า  โดยสร้างระบบบริการ Wealth ร่วมกับธนาคาร โดยวางระดับบริการ (Tiering) ที่ชัดเจน เช่น เมื่อลูกค้าสะสมสินทรัพย์ถึงระดับ 3 ล้านบาท (Prime Level) จะมีผู้ดูแลการลงทุน (RM) และสิทธิประโยชน์พิเศษเข้ามาดูแลต่อเนื่องอย่างไร้รอยต่อ 

*หุ้นไทยปี 70 บวกต่อ ให้เป้า 1,710 จุด

นายณรงค์ศักดิ์ มองว่า เศรษฐกิจไทยใน ปี 2570 น่าจะมี Momentum จากปีนี้ไป อีกหนึ่งแนวโน้มที่ดีคือ หนี้ครัวเรือนของเราผ่านจุดสูงสุด หรือ Peak (จุดสูงสุด) ไปแล้ว และเริ่มปรับลดลงขณะที่หนี้ภาครัฐอาจมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ดังนั้น ในปีหน้าคาดว่าตลาดหุ้นไทย (SET Index) น่าจะยังมี Upside โดยระดับ 1,700 จุดที่เคยมองไว้น่าจะเป็น Fair Value ของตลาด 

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยแม้จะมีความผันผวนตามเศรษฐกิจโลก แต่ก็ถือว่ายังไม่มากนัก หากปี 2570 สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์มีความชัดเจนมากขึ้น รวมถึงแนวโน้มเงินเฟ้อมีความชัดเจนว่าจะอยู่ภายใต้การควบคุมได้ และไม่มีปัจจัยที่ทำให้ปรับสูงขึ้นอย่างคาดไม่ถึง ผลตอบแทนพันธบัตรก็น่าจะมีโอกาสทรงตัวหรือปรับลดลงได้ จากปีนี้ที่ได้รับแรงกดดันจากเงินเฟ้อค่อนข้างมาก

นางสาวจรัสรักษ์ วัฒนสิงหะ ผู้บริหารกลุ่มจัดการลงทุนตราสารทุน ประเมินเป้าหมาย SET Index สิ้นปีนี้ไว้ที่ 1,640 จุด บน P/E ประมาณ 14 เท่า และเป้าหมายปีหน้าอยู่ที่ 1,710 จุด P/E ประมาณ 15 เท่า คิดเป็น Upside ประมาณ 8% เมื่อรวมกับอัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) ของตลาดที่ระดับราว 4% 

EPS Growth ปีนี้เติบโตโดดเด่นถึง 25% มาที่ 112 บาท/หุ้น ปัจจัยหนุนหลักจากกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีที่ได้รับอานิสงส์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูง ร่วมด้วยกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และ ICT ยังเติบโตได้ดี ส่วนแนวโน้ม EPS ปีหน้าคาดทรงตัว (Flat) จากฐานสูงมากของกลุ่มพลังงานเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่ไม่ใช่พลังงาน เช่น อิเล็กทรอนิกส์, ICT, สาธารณูปโภค/โรงไฟฟ้า และขนส่ง ยังคงขยายตัวได้ดี

ส่วนกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ประเมินว่ามีโอกาสไหลกลับเข้ามาตลาดหุ้นไทย จากการที่นักลงทุนเริ่มกระจายความเสี่ยงจาก AI Supercycle ในต่างประเทศที่มีราคาแพง มายังตลาดที่มี Valuation ต่ำ มี Dividend สูง และมี Cash Flow ชัดเจน โดยตลาดหุ้นไทยมีหุ้นปันผลสูง (High Dividend)  ยังคงเป็นกลุ่มหลักที่ดึงดูดเงินลงทุน เช่น กลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่มี Dividend Yield สูงระดับ 5–6%

กลยุทธ์ ‘Selective Recovery’ กับ 4 ธีมเด่น 

  1. AI Supply Chain กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนเทคโนโลยีและ Data Center 

  2. New Capex Cycleโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐที่จะเริ่มประมูล รวมถึงแผน PDP ใหม่ที่ชัดเจนขึ้น 

  3. Quality บริษัทที่ปรับปรุงประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (Capital Return) 

  4. High Dividend หุ้นปันผลสูง ซึ่งตลาดหุ้นไทยยังมี Dividend Yield เฉลี่ยระดับ 4%

* มุมมองลงทุนปี 2570: จับตา 3 แรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้าง

นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการลงทุน SCBAM กล่าวว่า ตลาดการเงินโลก ยังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านระเบียบโลก (Changing World Order) โดยในปี 2570 คาดว่าจะถูกขับเคลื่อนด้วย 3 ปัจจัยเชิงโครงสร้าง ได้แก่  1) The AI Imperative การเร่งนำ AI ไปใช้จริงและสร้างมูลค่า 2) Elevated Long-Term Rates อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว  ยืนสูงจากการแข่งขันแย่งเงินทุน และ 3) The Age of Turbulence ความผันผวนและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยืดเยื้อที่กลายเป็นภาวะปกติ ปัจจัยเหล่านี้จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ ผลประกอบการ และการจัดสรรเงินลงทุนในระยะต่อไป 

SCBAM มองว่า AI กำลังเข้าสู่ยุค Agentic AI ซึ่งขยายการใช้งานสู่ภาคธุรกิจ โอกาสการลงทุนจึงครอบคลุมห่วงโซ่มูลค่า ตั้งแต่ เซมิคอนดักเตอร์ ผู้ให้บริการคลาวด์ ไปจนถึงการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ อย่างไรก็ดี ผู้ลงทุนควรเน้นคัดเลือกบริษัทที่สามารถแปลงเงินลงทุนเป็นรายได้และกำไรได้จริง 

สำหรับการจัดสรรสินทรัพย์ บริษัทยังคงให้น้ำหนักหุ้นเป็นสินทรัพย์หลัก โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯและประเทศในเอเชียที่ได้ประโยชน์จาก AI ขณะที่ตราสารหนี้มีความน่าสนใจจากอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2552 เหมาะสำหรับการสร้างกระแสรายได้ ขณะที่ทองคำได้แรงหนุนจาก De-dollarization และการสะสมของธนาคารกลาง โดยมีกองทุน Absolute Return และ Income Fund ช่วยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มความยืดหยุ่นให้พอร์ต

“ในโลกการลงทุนที่ความผันผวนกลายเป็นภาวะปกติ การสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมตามความเสี่ยงต้องอาศัยทั้งการคัดเลือกสินทรัพย์คุณภาพ การกระจายความเสี่ยง และการบริหารพอร์ตอย่างมีวินัย เทคโนโลยีและ AI จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการวิเคราะห์ แต่หลักฐานเชิงข้อมูลและดุลยพินิจของผู้เชี่ยวชาญยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการตัดสินใจลงทุน” นางนันท์มนัสกล่าว

นาวนันท์มนัส กล่าวว่า  ชอบมากที่สุด (Most Preferred) ในกลุ่มหุ้นโลก (Global Equities) ได้แก่ หุ้นสหรัฐฯ และ เอเชียเทค (Asia Tech)โดยมีแรงหนุนจากกำไรบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตต่อเนื่องตามเทรนด์ AI

ขณะที่ตราสารหนี้ (Fixed Income) น่าสนใจสำหรับสร้าง Yield อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ สะท้อนเงินเฟ้อและการเติบโตไปมากแล้ว โดยเงินเฟ้อเริ่มชะลอตัวลงและราคาน้ำมันมีแนวโน้มปกติจากฝั่ง supply 

พร้อมเน้นการกระจายความเสี่ยงด้วยทองคำ บิทคอยน์  ได้ประโยชน์จากเทรนด์ De-dollarization และการสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก (Central Banks)   และสินทรัพย์ทางเลือก (Alternative) ได้แก่ Absolute Return ,  Income Fund ช่วยลดความผันผวนของพอร์ต เนื่องจากมีความสัมพันธ์ (Correlation) กับหุ้นต่ำ และช่วยสร้างรายได้สม่ำเสมอ