ภาวะตลาดหุ้นไทย: แนวโน้มดัชนีเช้าแกว่งตัวลงรับแรงกดดันบอนด์ยีลด์พุ่ง เฟดเล็งขึ้นดอกเบี้ยธ.ค.-Fund Flow กลับมาขาย-งบ SCC ต่ำคาด

นักวิเคราะห์ฯ คาดหุ้นไทยเช้านี้แกว่งตัวในทิศทาง Sideways ถึง Sideways Down ได้รับแรงกดดันจาก Bond Yield สหรัฐฯ พุ่งทะลุ 5% แม้เฟดคงอัตราดอกเบี้ยตามคาด แต่ยังส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. ประกอบกับนักลงทุนต่างชาติกลับมาขายสุทธิ นักลงทุนระมัดระวังต่อการเปิดเผยผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยวานนี้งบ SCC ออกมาต่ำกว่าคาดเป็นปัจจัยกดดันราคาหุ้นได้ ให้กรอบแนวรับ 1,550–1,555 จุด แนวต้าน 1,590 จุด

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, IAA, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ เปิดเผยถึงแนวโน้มตลาดหุ้นไทยเช้านี้ [SET.X]ว่า ตลาดมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในลักษณะแกว่ง Sideways ถึง Sideways Down โดยมีปัจจัยกดดันหลักจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์) ที่ปรับตัวขึ้นทะลุระดับ 5% อีกครั้ง ซึ่งส่งผลกระทบเชิงลบต่อบรรยากาศการลงทุน

นอกจากนี้ แม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะคงอัตราดอกเบี้ยตามคาด แต่ตลาดคาดการณ์โอกาสเกือบ 80% ที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกในการประชุมเดือนธันวาคม ประกอบกับผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำในสหรัฐฯ ออกมาผสมผสาน โดย Alphabet ราคาหุ้นปรับตัวลง จากความกังวลในธุรกิจคลาวด์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อ Sentiment หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในไทย

ด้านปัจจัยในประเทศ นักลงทุนต่างชาติพลิกกลับมาขายสุทธิหลังจากซื้อต่อเนื่องหลายวัน ทำให้นักลงทุนระมัดระวังมากขึ้นกับการประกาศผลประกอบการ Real Sector โดยเมื่อวานนี้ SCC รายงานกำไรต่ำกว่าคาดเกือบ 40% แม้จะมีข่าวดีเรื่องความคืบหน้าการร่วมทุน (JV) กับ PTTGC แต่เมื่อหักลบกันแล้ว ผลประกอบการที่ออกมาแย่กว่าคาดยังคงเป็นปัจจัยกดดันหลักอยู่ 

สำหรับหุ้นกลุ่มโรงกลั่น คาดว่ารับรู้ปัจจัยกดดันไปมากแล้ว และมีโอกาสที่จะทรงตัวหรือรีบาวด์ได้ในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ยังต้องระมัดระวังความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐที่อาจเข้ามาดูแลหรือกําหนดแนวทางควบคุมราคาพลังงานหากยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง

พร้อมให้กรอบแนวรับ 1,550 – 1,555 จุด และแนวต้าน 1,590 จุด

*ประเด็นพิจารณาการลงทุน

– ตลาดหุ้นนิวยอร์ก (28 ต.ค.) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ปิดที่ 52,475.10 จุด เพิ่มขึ้น 97.53 จุด หรือ +0.19%   ดัชนี S&P500 [SP500.X] ปิดที่  7,743.98 จุด เพิ่มขึ้น 21.38 จุด หรือ +0.28%  และดัชนี Nasdaq [NASDAQ.X] ปิดที่  26,549.85 จุด เพิ่มขึ้น 72.04 จุด หรือ +0.27% 

– ตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้เปิดเช้านี้ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ดัชนีนิกเกอิ [NIKKEI.X] เปิดที่ 64,126.25 จุด เพิ่มขึ้น 172.06 จุด หรือ +0.27%  ตลาดหุ้นฮ่องกง ดัชนีฮั่งเส็ง [HSI.X] เปิดที่ 23,088.14 จุด ลดลง 6.69 จุด หรือ -0.03%  ตลาดหุ้นจีน ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต [SSE.X] เปิดที่ 3,676.77 จุด ลดลง 4.7 จุด หรือ -0.13%  ส่วนดัชนี KOSPI [KOSPI.X] ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปรับตัวขึ้น 0.11%  

– ตลาดหุ้นไทย [SET.X] ปิดล่าสุด (28 ต.ค.) 1,566.10 จุด ลดลง 8.92 จุด (-0.57%) มูลค่าซื้อขาย 65,443.68  ล้านบาท

– นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ (28 ต.ค.) 2,220.96  ล้านบาท

– ราคาน้ำมันดิบ WTI [WTI.X] ส่งมอบเดือน ธ.ค. ( 28 ต.ค..) เพิ่มขึ้น 2.88 ดอลลาร์ หรือ 2.88% ปิดที่ 102.78  ดอลลาร์/บาร์เรล 

– ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดล่าสุด (28 ต.ค..) อยู่ที่ 5.53  ดอลลาร์/บาร์เรล

– เงินบาทเปิด 33.69 แข็งค่า รับดอลลาร์อ่อนค่า หลังเฟดคงดอกเบี้ยตามคาด จับตาตัวเลข PCE สหรัฐ-ประชุม ECB 

– คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟด มีมติด้วยคะแนนเสียง 10-2 ให้คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมเมื่อวันพุธ ซึ่งเป็นไปตามการคาดการณ์ของตลาด 

-“รัฐมนตรีพลังงาน” ลงนามรื้อสูตรราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นครั้งใหญ่! ยกเลิกค่าขนส่งทางเรือ ค่าประกันภัย และค่าสูญเสียระหว่างขนส่ง ที่อ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ พร้อมลดค่าสำรองน้ำมันเหลือ 2 ใน 3 สะท้อนต้นทุนจริง หลังใช้สูตรเดิมยาวนานกว่า 22 ปี กดต้นทุนราคาหน้าโรงกลั่นลดลง 0.0875-0.3548 บาทต่อลิตร ประหยัดเงินรวมกว่า 10,839 ล้านบาทต่อปี เดินหน้ารีดส่วนเกินโรงกลั่นแล้ว 31,786 ล้านบาท พร้อมงัดมาตรการลดราคาหน้าโรงกลั่นดีเซลทุกชนิดอีก 2 บาทต่อลิตร ตลอดเดือน พ.ย.นี้ ด้านโกลเบล็ก ชี้ปรับสูตรลดราคาน้ำมันได้ไม่คุ้มเสีย! บั่นทอนเชื่อมั่นนักลงทุนระยะยาว ขณะที่ บล.กรุงศรี มองกระทบราคาหุ้นจำกัด 

-บอร์ด กนง. ลงมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ต่อปี ชี้เศรษฐกิจไทยได้แรงหนุนจากวัฏจักรเทคโนโลยี-AI แต่ยังโตต่ำกว่าศักยภาพ กระจุกตัว พร้อมคาดจีดีพีปี 69 โต 2.4% ส่วนปี 70 ชะลอเหลือ 2.1% หลังการบริโภคถูกกดดันจากหนี้ครัวเรือนสูง กำลังซื้อเปราะบาง ท่องเที่ยวรับผลกระทบจากน้ำมันแพง สินเชื่อ SMEs หดตัวต่อเนื่อง โบรกฯ มองหุ้นแบงก์-ไฟแนนซ์-ปันผลสูงได้ประโยชน์ 

-“ศุภจี” ช่วย SME ผู้ค้ารายย่อย ดัน 3 แพลตฟอร์มดัง Shopee-Lazada-TikTok Shop คงเก็บค่า GP ใช้อัตราย้อนกลับไปวันที่ 1 ม.ค.69 เริ่ม 1 ธ.ค.69 – 31 พ.ค.70 รวม 6 เดือน 

-ที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร 3 ฝ่าย (วิป 3 ฝ่าย) มีมติกำหนดกรอบเวลาการอภิปรายเป็น 4+1 วัน ในช่วงวันที่ 7-11 ธ.ค. รวมเวลาการอภิปราย 72 ชั่วโมง แบ่งเป็น ฝ่ายค้าน 51 ชั่วโมง ส่วนครม.ได้รับจัดสรรเวลาในการชี้แจง 17 ชั่วโมง และอีก 4 ชั่วโมงสำหรับฝ่ายประธาน 

*หุ้นเด่นวันนี้

–WHA (กสิกรไทย) “ซื้อ” ราคาพื้นฐาน 6.25 บาท แนะนำ”ซื้อ” ด้วย TP กลางปี 2570 ที่ 6.25 บาท ผู้บริหารยังคงมั่นใจว่าจะบรรลุเป้าหมายสำคัยในปี 2569 ขณะที่ยอดขายและการโอนที่ดินแก่ลูกค้ากลุ่มศูนย์ข้อมูลมีกำหนในไตรมาส 4/69 โดยในไตรมาส 4/69 มีการวางแผนการขายและโอนที่จำนวนมากให้กับลูกค้าหลากหลายกลุ่ม ประกอบด้วยรายได้จากค่าความพร้อมจ่ายน้ำที่เพิ่มขึ้น และกำไรจากการขายสินทรัพย์เข้ากอง REIT ซึ่งหนุนผลประกอบการไตรมาส 4/69 แข็งแกร่ง ยอดขายและการโอนที่ดินในไตรมาส 3/69 คาดยังไม่โดดเด่น เช่นเดียวกับไตรมาส 2/69 อย่างไรก็ตาม ด้วยผลสนับสนุนเพิ่มขึ้นจากนิคมฯ ESIE 5 ซึ่งมีอัตรากำไรสูง และไม่มีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นในธุรกิจไฟฟ้าจึงคาดว่ากำไรไตรมาส 3/69 จะเติบโต 32%YoY และ 27%QoQ

-CPALL (พาย) ราคาเป้าหมาย 61 บาท คาดรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/69 ที่ 6 พันล้านบาท (-10%YoY) ผลจากการตั้งสำรองการปิดสาขา Lotus’s Go Fresh และมีกำไรปกติ 7 พันล้านบาท (+8%YoY0 

-CHG (เมย์แบงก์) เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 2.00 บาท CHG คาดกำไรปกติ ไตรมาส 3/69 อยู่ที่ 292 ล้านบาท (+7% YoY, +40% QoQ) หนุนจากรายได้รวม 2.28 พันล้านบาท (+7% YoY, +11% QoQ) โดยรายได้เงินสดกลับมาเติบโตจากผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้น และรายได้ประกันสังคมยังขยายตัวดี ขณะที่ Valuation ยังไม่แพง โดยคาดกำไรปี 2569 โต 9% YoY และให้ Dividend Yield ราว 5.3%

โดย วรินทร ศิรินอก/รัชดา คงขุนเทียน