
การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ระบุว่า ราคายางพาราตลาดในประเทศทุกชนิดปรับตัวสูงที่สุดในรอบ 10 ปี (ตั้งแต่ปี 58 – 27 ต.ค 69) โดยราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 สูงสุดที่ 97.90 บาท/กิโลกรัม ราคายางแผ่นดิบสูงสุดที่ 93.50 บาท/กิโลกรัม ราคาน้ำยางสดสูงสุดที่ 89.95 บาท/กิโลกรัม และราคายางก้อนถ้วย 100% สูงสุด 82.17 บาท/กิโลกรัม
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า แม้ราคายางจะปรับตัวสูงขึ้น แต่สิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญมากกว่า คือการทำให้เกษตรกรได้รับราคาที่เป็นธรรม มีรายได้มั่นคง และสามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน จึงให้ กยท. ติดตามสถานการณ์ราคาควบคู่กับการบริหารจัดการยางพาราเชิงรุกทั้งระบบ การรักษาเสถียรภาพราคายางต้องทำทั้งด้านปริมาณ คุณภาพ และตลาดไปพร้อมกัน เราต้องป้องกันไม่ให้ยางนอกระบบเข้ามาบิดเบือนกลไกการแข่งขัน ขณะเดียวกันต้องทำให้ยางไทยมีคุณภาพ มาตรฐาน เป็นที่ต้องการของตลาดโลก เพราะการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรในระยะยาวต้องเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนด้วย
นายสุริยะ กล่าวอีกว่า กระทรวงเกษตรฯ ยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการยกระดับการบริหารจัดการผลผลิต ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาป้องกันยางนอกระบบที่เข้ามาเพิ่มปริมาณอุปทาน และสร้างแรงกดดันต่อราคารับซื้อผลผลิตของเกษตรกรไทย โดยได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบชนิด ปริมาณ และเส้นทางการขนส่งยาง โดยมอบหมายให้ กยท. เตรียมพัฒนาโครงการ Smart CESS ในปีงบประมาณ 2570 เพื่อนำเทคโนโลยี GPS มาเพิ่มประสิทธิภาพการติดตามการเคลื่อนย้ายยาง และการตรวจสอบข้อมูลค่าธรรมเนียมการส่งยางออกนอกราชอาณาจักร นอกจากนี้ ยังมีศูนย์ปฏิบัติการพระพิรุณ (ศพร.) ดำเนินมาตรการป้องกัน การเฝ้าระวัง การตรวจสอบ และการบังคับใช้กฎหมาย ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำอีกด้วย อย่างไรก็ตาม กรมวิชาการเกษตรได้เปิดช่องทางรับแจ้งเบาะแส และให้หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ร่วมประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่เกษตรกร ผู้รวบรวมยาง เพื่อร่วมกันเฝ้าระวังอย่างจริงจังด้วย
ด้านนายศันสนะ สุริยะโยธิน รักษาการแทนผู้ว่า กยท. คาดว่าแนวโน้มราคายางพาราในไตรมาสที่ 4/69 จะยังทรงตัวในระดับสูง และอาจปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นบางช่วง จากปัจจัยพื้นฐานของตลาดโลกที่อุปทานตึงตัว ผนวกกับการดำเนินมาตรการของกระทรวงเกษตรฯ และ กยท. ทั้งการบริหารจัดการปริมาณยางและกลไกตลาด การป้องกันยางนอกระบบ การควบคุมคุณภาพยาง และการบริหารสต็อกยางของรัฐ
อย่างไรก็ตาม กยท. ยังคงต้องติดตามความต้องการใช้ยางและปริมาณผลผลิตที่เข้าสู่ตลาดอย่างใกล้ชิด เปรียบเทียบราคายางไทยกับราคาตลาดโลกเป็นรายเดือนอย่างต่อเนื่อง เพื่อบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ การดำเนินงานที่ผ่านมาของ กยท. ให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพยางพาราไทย สนับสนุนและส่งเสริมให้เกษตรกรใช้สารจับตัวยางที่ได้มาตรฐาน ป้องกันการใช้สารเคมีผิดประเภทและสิ่งปลอมปนที่อาจกระทบต่อคุณภาพผลผลิตและความเชื่อมั่นของผู้ซื้อ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ยางพาราไทยในฐานะวัตถุดิบคุณภาพของอุตสาหกรรมโลก ควบคู่กับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้เกษตรกร ภายใต้นโยบายเกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรไทย สร้างความเข้มแข็งของภาคยางพาราไทยให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของชาวสวนยางอย่างแท้จริง
โดย รัชดา คงขุนเทียน





