ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: ดาวโจนส์ปิดลบ 197.26 จุด แต่ Nasdaq ฟื้นตัวจากแรงซื้อหุ้น AI

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันอังคาร (3 พ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนผิดหวังผลประกอบการของบริษัท Apple อย่างไรก็ตาม แรงซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นปัจจัยหนุนดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปิดตลาดปรับตัวขึ้น ขณะที่นักลงทุนจับตาการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ รวมทั้งตัวเลขจ้างนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ด้วย

  • ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ปิดที่ 51,786.72 จุด ลดลง 197.26 จุด หรือ -0.38%
  • ดัชนี S&P500 [SP500.X] ปิดที่ 7,568.92 จุด เพิ่มขึ้น 27.52 จุด หรือ +0.36%
  • ดัชนี Nasdaq [NASDAQ.X] ปิดที่ 25,372.01 จุด เพิ่มขึ้น 207.65 จุด หรือ +0.83%

หุ้น Apple ร่วงลง 1.9% และเป็นปัจจัยฉุดดัชนีดาวโจนส์ หลังจากบริษัทคาดการณ์อัตรากำไรขั้นต้น (gross margins) ลดลง โดยระบุถึงต้นทุนชิปหน่วยความจำที่เพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ บริษัทเปิดเผยยอดขายผลิตภัณฑ์ iPad และอุปกรณ์เสริมลดลง และคาดการณ์การเติบโตของรายได้จากธุรกิจบริการต่ำกว่าที่ตลาดวอลล์สตรีทคาดการณ์ไว้

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นมากที่สุดในดัชนี S&P500 โดยพุ่งขึ้น 1.3% ตามด้วยหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมดีดตัวขึ้น 0.96% ส่วนหุ้นกลุ่มวัสดุปรับตัวลงมากที่สุด โดยร่วงลง 1.93% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคร่วงลง 1.76%

หุ้น Micron Technology ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ พุ่งขึ้น 2.6% ขณะที่หุ้น Nvidia ผู้ผลิตชิป AI รายใหญ่ ดีดตัวขึ้น 2.3% โดยราคาหุ้นฟื้นตัวหลังจากที่ร่วงลงติดต่อกัน 4 วันทำการก่อนหน้านี้

หุ้น Microsoft และหุ้น Amazon ต่างก็ปรับตัวขึ้นกว่า 2% ขณะที่ดัชนี Philadelphia SE Semiconductor (SOX) ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นกลุ่มชิป พุ่งขึ้น 2.6%

นักวิเคราะห์จากบริษัท Infrastructure Capital Management ให้ความเห็นว่า นักลงทุนหมุนเวียนการลงทุนออกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ปลอดภัยอย่าง Apple ไปซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีความเสี่ยงสูงกว่า เช่นหุ้นบริษัทผลิตชิป โดยเฉพาะหุ้นที่ร่วงลงอย่างหนักก่อนหน้านี้ ซึ่งแรงซื้อดังกล่าวเป็นปัจจัยหนุนดัชนี Nasdaq ฟื้นตัว

ก่อนหน้านี้ ดัชนี Nasdaq ร่วงลงติดต่อกันหลายวัน ท่ามกลางความวิตกกังวลว่าบริษัทเทคโนโลยีอาจสร้างผลตอบแทนที่ไม่คุ้มค่ากับเม็ดเงินจำนวนมากที่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบริษัท Amazon และ Alphabet รายงานผลประกอบการที่น่าผิดหวัง และเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับการใช้จ่ายจำนวนมากในเทคโนโลยี AI

นักลงทุนจับตาการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ขณะที่ผลสำรวจบ่งชี้ว่า พรรคเดโมแครตมีแนวโน้มที่จะคว้าชัยชนะในสภาผู้แทนราษฎร แต่ผลลัพธ์ในวุฒิสภายังคงไม่ชัดเจน โดยปัจจุบัน พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

ทั้งนี้ พรรคเดโมแครตจำเป็นต้องได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นสุทธิอย่างน้อย 4 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร จากปัจจุบัน 214 เป็น 218 ที่นั่ง เพื่อครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรที่มีทั้งหมด 435 ที่นั่ง ส่วนในวุฒิสภา พรรคเดโมแครตจำเป็นต้องได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นสุทธิอย่างน้อย 4 ที่นั่งเช่นกัน เพื่อให้พรรคเดโมแครตและพันธมิตร ซึ่งขณะนี้ครอง 47 ที่นั่ง มีที่นั่งเพิ่มขึ้นเป็น 51 ที่นั่ง เพื่อครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาที่มีทั้งหมด 100 ที่นั่ง

นอกจากนี้ นักลงทุนจับตาตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ (6 พ.ย.) โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 63,000 ตำแหน่งในเดือนต.ค. หลังจากเพิ่มขึ้นเพียง 29,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย. และคาดว่าอัตราว่างงานเดือนต.ค.จะทรงตัวที่ระดับ 4.2%

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยล่าสุด สำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) พบว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน เพิ่มขึ้น 333,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 7.523 ล้านตำแหน่งในเดือนก.ย. และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 7.100 ล้านตำแหน่ง จากระดับ 7.190 ล้านตำแหน่งในเดือนส.ค.

ทั้งนี้ ตัวเลข JOLTS นับเป็นข้อมูลที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสนใจ โดยมองว่าเป็นมาตรวัดภาวะตึงตัวในตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยในการพิจารณานโยบายการเงิน และอัตราดอกเบี้ยของเฟด

โดย รัตนา พงศ์ทวิช