ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 3% ในวันพุธ (4 พ.ย.) หลังจากพรรคเดโมแครตได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมืองของสหรัฐอเมริกา และกระตุ้นการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ปิดที่ 53,356.12 จุด เพิ่มขึ้น 1,569.40 จุด หรือ +3.03%
- ดัชนี S&P500 [SP500.X] ปิดที่ 7,688.62 จุด เพิ่มขึ้น 119.70 จุด หรือ +1.58%
- ดัชนี Nasdaq [NASDAQ.X] ปิดที่ 25,736.51 จุด เพิ่มขึ้น 364.50 จุด หรือ +1.44%
พรรคเดโมแครตได้รับชัยชนะทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ส่งผลให้สามารถครองอำนาจเบ็ดเสร็จในสภาคองเกรส โดยพรรคเดโมแครตสามารถเอาชนะในรัฐที่เป็นฐานเสียงสำคัญของพรรครีพับลิกันเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ อันเนื่องมาจากกระแสต่อต้านนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ด้านปธน.ทรัมป์ประกาศยอมรับผลการเลือกตั้ง และยอมรับว่าการทำสงครามกับอิหร่านมีส่วนทำให้พรรครีพับลิกันพ่ายแพ้การเลือกตั้งกลางเทอมในครั้งนี้ นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า เขาและพรรครีพับลิกันจะทำงานร่วมกับพรรคเดโมแครต
นักวิเคราะห์จากบริษัท Freedom Capital Markets ให้ความเห็นว่า การดีดตัวขึ้นของตลาดส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากท่าทีประนีประนอมของปธน.ทรัมป์ต่อผลการเลือกตั้ง และกล่าวเสริมว่า แม้ยังมีความไม่แน่นอนอีกมากรออยู่ข้างหน้า แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ จะเกิดภาวะที่รัฐบาลและสภาคองเกรสไม่สามารถผลักดันนโยบายได้อย่างเต็มที่ ซึ่งในอดีต สถานการณ์เช่นนี้ส่งผลดีต่อตลาดหุ้น
ขณะที่นักวิเคราะห์จาก U.S. Bank Wealth Management กล่าวว่า ตลาดหุ้นพุ่งขึ้นอย่างมากเนื่องจากผลการเลือกตั้งที่ชัดเจนได้ช่วยขจัดความไม่แน่นอน นอกจากนี้ เขามีความเห็นสอดคล้องกับนักวิเคราะห์รายอื่น ๆ ว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะนำไปสู่การคานอำนาจทั้งทางการเมืองและการตัดสินใจด้านนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้มักเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้น
บรรยากาศการซื้อขายยังได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่ร่วงลงอย่างหนัก เนื่องจากนักลงทุนมองว่าชัยชนะของพรรคเดโมแครตได้นำไปสู่การเปลี่ยนขั้วอำนาจในสภาคองเกรส ซึ่งอาจทำให้สงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ยุติลงเร็วขึ้น
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบ WTI [WTI.X] ร่วงลง 8.29% ปิดที่ระดับ 88.12 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ [BRENT.X] ดิ่งลง 8.67% ปิดที่ระดับ 94.62 ดอลลาร์/บาร์เรล
หุ้น 9 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก นำโดยหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยพุ่งขึ้น 4.27% ตามด้วยหุ้นกลุ่มการเงินพุ่งขึ้น 3.46% ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวลงมากที่สุด โดยร่วงลง 4.77% ตามด้วยหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมลดลง 1.1%
หุ้นกลุ่มพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานสะอาดปรับตัวขึ้น เนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์ว่าพรรคเดโมแครตจะยังคงสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลกลางในการพัฒนาพลังงานสะอาด ทั้งนี้ หุ้น SunRun ดีดตัวขึ้น 1.27% หุ้น First Solar พุ่งขึ้น 6.4% และหุ้น Invesco Solar ETF พุ่งขึ้นเกือบ 6%
หุ้นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์, โครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์สำหรับ AI หรือ Neocloud ปรับตัวลง ท่ามกลางความกังวลว่าชัยชนะของพรรคเดโมแครตอาจนำไปสู่การออกมาตรการควบคุมและข้อจำกัดเพิ่มเติมต่อภาคส่วนนี้ เนื่องจากเดโมแครตมีนโยบายคุมเข้มดาต้าเซ็นเตอร์และคัดค้านการลดหย่อนภาษีให้บริษัทเทคโนโลยี
ทั้งนี้ หุ้น CoreWeave ร่วงลง 5.2%, หุ้น Nebius ร่วงลง 2.8%, หุ้น Hut 8 ดิ่งลง 23%, หุ้น IREN ร่วงลง 11%, หุ้น Core Scientific ร่วงลง 10% และหุ้น Applied Digital ปรับตัวลง 6.7%
ส่วนหุ้นบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ปรับตัวขึ้น เนื่องจากนักลงทุนมองว่าการขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ช้าลงอาจช่วยให้บริษัทกลุ่มนี้มีข้อได้เปรียบด้านการแข่งขัน ทั้งนี้ หุ้น Microsoft พุ่งขึ้น 6.7%, หุ้น Amazon.com เพิ่มขึ้น 6.1%, หุ้น Alphabet ปรับตัวขึ้น 3.2% และหุ้น Meta Platforms บวก 1.4%
หุ้น SpaceX ร่วงลง 3.9% และหุ้น Tesla ร่วงลง 3.3% หลังจากพรรครีพับลิกันพ่ายแพ้การเลือกตั้งกลางเทอม โดยอีลอน มัสก์ ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัททั้งสองแห่งนี้ ได้ทุ่มเงินจำนวนมากในการสนับสนุนผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน รวมถึงความพยายามในการรักษาฐานเสียงของพรรครีพับลิกันในรัฐเทกซัส ซึ่งเป็นรัฐที่ตั้งของทั้งสองบริษัท
หุ้นกลุ่มผู้ผลิตยุทโธปกรณ์ร่วงลง ท่ามกลางความวิตกกังวลว่าชัยชนะของพรรคเดโมแครตอาจทำให้รัฐบาลทรัมป์ประสบกับความยากลำบากในการของบประมาณด้านกลาโหมมูลค่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ หุ้น Northrop Grumman ร่วงลง 4.5%, หุ้น RTX ลดลง 2.6% และ หุ้น Lockheed Martin ดิ่งลง 6.9%
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยล่าสุด ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 86,000 ตำแหน่งในเดือนต.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 75,000 ตำแหน่ง หลังจากเพิ่มขึ้น 86,000 ตำแหน่งเช่นกันในเดือนก.ย.
สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐฯ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีภาคบริการของสหรัฐฯ ลดลงสู่ระดับ 54.5 ในเดือนต.ค. ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 54.8 จากระดับ 54.9 ในเดือนก.ย.
ทั้งนี้ ดัชนีภาคบริการของ ISM ประกอบด้วยอุตสาหกรรม 17 กลุ่ม ซึ่งรวมถึงอสังหาริมทรัพย์ การขนส่ง การก่อสร้าง และเหมืองแร่
นักลงทุนจับตาตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ (6 พ.ย.) โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 63,000 ตำแหน่งในเดือนต.ค. หลังจากเพิ่มขึ้นเพียง 29,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย. และคาดว่าอัตราว่างงานเดือนต.ค.จะทรงตัวที่ระดับ 4.2%
โดย รัตนา พงศ์ทวิช





