ภาวะตลาดหุ้นไทย:แนวโน้มดัชนีเช้าปรับลงตามตปท. แรงขายหุ้นเทคหนักกังวลคุมดาต้าเซ็นเตอร์

นักวิเคราะห์ฯ คาดแนวโน้มตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงตามตลาดหุ้นต่างประเทศ หลังเมื่อคืนนี้ตลาดหุ้นสหรัฐปรับลงแรง จากแรงกดดันแรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี จากความกังวลการลงทุนและควบคุมดาต้าเซ็นเตอร์ และ AI หลังจากที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากของทั้ง 2 สภาได้ในการเลือกตั้งกลางเทอม กดดันหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์ในตลาดหุ้นไทยกดดันดัชนี พร้อมให้แนวต้าน 1,500-1,505 จุด แนวรับแรก 1,470 จุด และแนวรับถัดไป 1,450 จุด

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, IAA, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทย [SET.X] วันนี้คาดว่าปรับตัวลงตามทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นต่างประเทศ หลังจากเมื่อคืนนี้ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลงแรง และตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียเช้าวันนี้ก็ปรับตัวลงค่อนข้างมากเช่นเดียวกัน ประกอบกับแรงกดดันจาก Sentiment แรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีความกังวลเกี่ยวกับการลงทุน และการควบคุมด้านดาต้าเซ็นเตอร์ และ AI หลังจากที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากของทั้ง 2 สภาได้ในการเลือกตั้งกลางเทอม

โดยที่ตลาดหุ้นไทยวันนี้ยังคงมีแรงกดดันตามหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในตลาดหุ้นต่างประเทศ ส่วนหุ้นกลุ่มอื่นๆอาจจะมีความผันผวน

โดยให้แนวต้าน 1,500-1,505 จุด แนวรับแรก 1,470 จุด และแนวรับถัดไป 1,450 จุด

*ประเด็นพิจารณาการลงทุน

– ตลาดหุ้นนิวยอร์ก (5 พ.ย..) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ปิดที่ 51,523.06 จุด ลดลง 1,833.06 จุด หรือ -3.44%   ดัชนี S&P500 [SP500.X] ปิดที่  7,353.73 จุด ลดลง 334.89 จุด หรือ -4.36%  และดัชนี Nasdaq [NASDAQ.X] ปิดที่ 24,315.00 จุด ลดลง 1,421.52 จุด หรือ -5.52% 

– ตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้เปิดเช้านี้ ดัชนีนิกเกอิ [NIKKEI.X] ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดที่ 60,374.35 จุด ลดลง 703.55 จุด หรือ -1.15%  ดัชนีฮั่งเส็ง [HSI.X] ตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ 24,404.62 จุด ลดลง 392.36 จุด หรือ -1.60%  และ ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต [SSE.X] ตลาดหุ้นจีนเปิดที่ 3,612.15 จุด ร่วงลง 77.76 จุด หรือ -2.11%  ส่วนดัชนี KOSPI [KOSPI.X] ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ร่วงลง 8% 

– ตลาดหุ้นไทย [SET.X] ปิดล่าสุด (5 พ.ย.) 1,497.99 จุด ลดลง 4.10 จุด (-0.27%) มูลค่าซื้อขาย 86,950.24 ล้านบาท 

– นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ ( 5 พ.ย..) 28.42  ล้านบาท

– ราคาน้ำมันดิบ WTI [WTI.X] ส่งมอบเดือน ธ.ค. ( 5 พ.ย..) เพิ่มขึ้น 2.40 ดอลลาร์ หรือ 2.72% ปิดที่ 90.52 ดอลลาร์/บาร์เรล 

– ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดล่าสุด (5 พ.ย.) อยู่ที่ 1.07 ดอลลาร์/บาร์เรล

– เงินบาทเปิด 33.46 กลับมาอ่อนค่า จับตาตัวเลขเงินเฟ้อไทย-ตอ.กลาง คาดกรอบวันนี้ 33.35-33.65 

-“อนุทิน” เปิดทำเนียบหารือสภาธุรกิจสหรัฐ-อาเซียน 33 บริษัท 7 กลุ่มธุรกิจ ยืนยันบริษัทสหรัฐเชื่อมั่นศักยภาพไทย “เอกนิติ-ศุภจี” แจงมาตรการลงทุนไทย โชว์แผนภาษีสรรพสามิตรถยนต์ เปิด 7 ข้อเสนอต่อรัฐบาลไทย แนะไทยเร่ง FTA ดูแลต้นทุนพลังงาน เพิ่มขีดความสามารถโลจิสติกส์ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงห่วงโซ่อุปทาน พร้อมดึงดูดลงทุนระยะยาว 

-‘ปลัดคลัง’ แจงสรรพสามิต เตรียมถก ส.อ.ท. เดินเครื่องผุดเกณฑ์ MIT ปั้นสูตรคำนวณการใช้ Local Content ใหม่ ยันขึ้นภาษีรถ EV นำเข้าเป็น 35% ไม่ได้เอาใจค่ายรถญี่ปุ่น พร้อมเข็นโครงการรถเก่าแลกรถกระบะใหม่ อุดหนุน 4 หมื่นบาทต่อคัน ครอบคลุม 1.5 แสนคัน 

-‘ศุภจี’ ชี้ราคาพืชเกษตรดีขยับยกแผง ต้องเร่งประคองราคาให้ได้ต่อเนื่อง จับตา E20-B20 หนุนปาล์ม และอ้อย  ขณะนี้ราคาสินค้าเกษตรสำคัญของไทยหลายชนิดอยู่ในระดับที่ดีขึ้น ทั้งข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยโจทย์สำคัญจากนี้ คือ รักษาระดับราคาให้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะข้าวนาปีที่เริ่มทยอยเก็บเกี่ยวในหลายพื้นที่ 

-ตลท. กล่าวว่า โครงการ JUMP+ เป็นโครงการ Flagship สำคัญ ในการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าของ บจ. เพื่อยกระดับศักยภาพและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่ บจ.ไทย โดยกำหนดให้ บจ. จัดทำแผนการเพิ่มมูลค่าระยะเวลา 3 ปี พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ชัดเจน (แผน JUMP+) 

– “หุ้นไทย” ยังคงเผชิญแรงขาย แม้ผ่านเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ “เฟทโก้” ชี้ปัจจัยนอกกดดัน-หุ้นใหญ่ถ่วงดัชนี ยันพื้นฐาน บจ.ไทย แข็งแกร่งเศรษฐกิจฟื้นตัว ลุ้นดัชนีแตะ 1,600 จุด “บล.บัวหลวง” แค่หุ้นไทยโดน “เดลต้า” กดตลาด มองปรับฐานระยะสั้น แนะโซน 1,470-1,500 จุด เป็นฐานสะสม ชูหุ้นเด่นรับประโยชน์น้ำมันขาลงและบริโภคในประเทศ 

*หุ้นเด่นวันนี้

–  ADVANC (กรุงศรี) “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 430 1) กำไรเติบโตมั่นคงเฉลี่ยปีละ 3-5% หนุน Div Yield ยืนสูงเกินปีละ 5% 2) มี Upside รออยู ่ในอนาคต การขยายตัวไป New S Curve ใหม่เดินหน้า อาทิ Data Center, Cloud มี โอกาสเร่งขึ้นจากผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เปิดโอกาส Upside ระยะถัดไป 3) แรง กดดัน US Bond Yield ที ่สูงบรรเทาลงมีนัยฯ หลังการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 

-PR9 (กสิกรไทย) “ซื้อ” ราคาพื้นฐาน 21.20 บาท คาดกำไรไตรมาส 3/69 ทำสถิติสูงสุดใหม่จากรายได้ผู้ป่วยไทยและ GPM ที่ดีขึ้น หนุน EBITDA Margin แตะระดับสูงสุดที่ 25.9% รายได้ปี 2569 คาดโตระดับกลางหลักหน่วยเดียว โดยไตรมาส 4/69 มีแนวโน้มสูงสุดของปี หลังรายได้ผู้ป่วยตะวันออกกลางกลับมาฟื้นตัว คงคำแนะนำ”ซื้อ”ราคาเป้าหมาย 21.20 บาท PR9 เป็นหุ้นเด่นกลุ่มการแพทย์ หนุนจากการเติบโตของรายได้ ประหยัดต่อขนาดและการควบคุมต้นทุน 

-STECON (เมย์แบงก์) เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 23.50 บาท Data Center นอกสหรัฐเป็นโอกาส หลังสหรัฐมีแนวโน้มเข้มงวดต่อการก่อสร้างขึ้น ซึ่ง STECON มีงาน Data Center ใน Pipeline สูงถึง 5 หมื่นลบ. เราคาดกำไรไตรมาส 3/69 โต 56% YOY แม้ว่าเจอน้ำท่วมในไตรมาสนี้ ขณะที่ GPM ยืน 7.5%  จากสัดส่วนรายได้งานเอกชน

โดย จีรายุทธ จันทรงสกุล/รัชดา คงขุนเทียน