
ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) คาดกรอบเคลื่อนไหวค่าเงินบาทสัปดาห์หน้า (5-9 ม.ค.) ที่ระดับ 31.00-31.60 บาท/ดอลลาร์ จากปิดตลาดในวันอังคารที่ 30 ธ.ค. 68 ที่ 31.41 บาท/ดอลลาร์ โดยในสัปดาห์นี้ (29-30 ธ.ค. 68) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีการเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลธุรกรรมเงินตราต่างประเทศขาเข้า เพื่อลดแรงกดดันด้านแข็งค่าของเงินบาทและป้องกันการนำเงินเข้าประเทศที่ไม่ตรงกับแหล่งที่มาที่แจ้งไว้ หรือการทำธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์ โดยมีการปรับหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับการตรวจสอบเอกสารหลักฐานการทำธุรกรรมขาย FX ของผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล อาทิ กรณีการขายและรับโอน FX ที่มาจากการขายทองคำ หรือกรณีการขาย FX เพื่อรับเงินบาทและการโอนเงินตราต่างประเทศเข้าบัญชี FCD ที่มีมูลค่าตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์ฯ หรือเทียบเท่าขึ้นไป
นอกจากนี้ ธปท. และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ยังร่วมกันจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อตรวจสอบธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทองคำเพื่อยกระดับการกำกับดูแลให้เข้มงวดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ 1) การเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูล ซึ่งจะเน้นไปที่การระบุผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงเพื่อป้องกันการใช้ตัวแทนอำพราง (Nominee) ในการซื้อขายทองคำ ปริมาณมาก 2) การวิเคราะห์พฤติกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย เพื่อวางแนวทางจัดการที่เหมาะสม และ 3) การกำหนดแนวทางการกำกับดูแลและตรวจสอบธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทองคำ
สำหรับภาพรวมในปี 68 (2 ม.ค.-30 ธ.ค. 68) เงินบาทแข็งค่าขึ้น 8.5% มาปิดตลาดสิ้นปีที่ 31.41 บาท/ดอลลาร์จากระดับ 34.10 บาท/ดอลลาร์ ณ สิ้นปี 67
ในสัปดาห์หน้าปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเดือนธ.ค. ของไทย ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ การเคลื่อนไหวของสกุลเงินเอเชียและราคาทองคำในตลาดโลก
ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นและมุมมองต่อเงินเฟ้อของผู้บริโภค (เบื้องต้น) สำหรับเดือนม.ค. 2569 ดัชนี ISM/PMI ภาคการผลิตและภาคบริการ ข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชน การจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงานเดือนธ.ค. 2568 ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านเดือนก.ย.-ต.ค. 68 และข้อมูลจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคบริการเดือนธ.ค. ของญี่ปุ่น จีน ยูโรโซน และอังกฤษ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อเดือนธ.ค. ของยูโรโซนด้วยเช่นกัน
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 ม.ค. 69)





