สหรัฐฯ ตำหนิจีนยกระดับความตึงเครียด หลังซ้อมรบใกล้ไต้หวัน เรียกร้องเปิดเจรจา

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ออกมาวิจารณ์จีนว่ายกระดับความตึงเครียดในภูมิภาค หลังดำเนินการซ้อมรบทางทหารขนาดใหญ่รอบเกาะไต้หวันในสัปดาห์นี้ พร้อมเรียกร้องให้จีนและไต้หวันเปิดการเจรจา

ทอมมี พิกอตต์ รักษาการโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดี (1 ม.ค.) ว่า กิจกรรมทางทหารและถ้อยแถลงของจีนที่มีต่อไต้หวัน รวมถึงประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เป็นการเพิ่มความตึงเครียดโดยไม่จำเป็น

พิกอตต์ยังเรียกร้องให้จีนใช้ความยับยั้งชั่งใจและยุติแรงกดดันทางทหารต่อไต้หวัน โดยย้ำว่า สหรัฐฯ สนับสนุนสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน และคัดค้านการเปลี่ยนแปลงสถานะเดิมฝ่ายเดียว ไม่ว่าจะด้วยกำลังหรือการบีบบังคับ

การอ้างถึงประเทศอื่นในภูมิภาคของพิกอตต์ คาดว่ารวมถึงญี่ปุ่น ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ หลังจีนได้แสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อญี่ปุ่นมากขึ้น นับตั้งแต่นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ กล่าวต่อรัฐสภาญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 7 พ.ย. ว่า วิกฤตการณ์ในไต้หวันอาจคุกคามความอยู่รอดของญี่ปุ่นจนต้องใช้สิทธิป้องกันตนเอง

อย่างไรก็ดี ท่าทีดังกล่าวของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ แตกต่างจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ซึ่งก่อนหน้านี้ระบุว่าไม่ได้กังวลต่อการฝึกทางทหารดังกล่าว พร้อมชี้ว่าจีนมีการซ้อมรบในพื้นที่นี้มาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี และย้ำว่าตนยังคงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า แถลงการณ์ของสหรัฐฯ มีขึ้นหนึ่งวันหลังจากกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนระบุว่า ประสบความสำเร็จในการซ้อมรบด้วยกระสุนจริง ซึ่งครอบคลุมการยิงจรวด การใช้เรือรบ และอากาศยาน พร้อมระบุว่าการซ้อมรบดังกล่าวถือเป็นคำเตือนต่อกลุ่มที่สนับสนุนเอกราชไต้หวันและการแทรกแซงจากภายนอก

ทั้งนี้ การซ้อมรบครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเกือบสองสัปดาห์หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศแผนจำหน่ายอาวุธและยุทโธปกรณ์ให้แก่ไต้หวัน มูลค่ากว่า 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งก่อให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้จากจีนในทันที

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 ม.ค. 69)