
โรงเรียนสอนชงชาในประเทศญี่ปุ่นกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการขาดแคลนผงมัทฉะอย่างรุนแรง เนื่องจากกระแสความนิยมชาเขียวที่แพร่หลายไปทั่วโลก ส่งผลให้ราคาผลิตภัณฑ์พุ่งสูงขึ้น
แม้กระทรวงเกษตรของญี่ปุ่นพยายามเร่งเพิ่มการผลิต “เทนฉะ” ซึ่งเป็นใบชาที่นำมาบดเป็นผงมัทฉะ แต่ภาคอุตสาหกรรมยังคงประสบปัญหาในการตอบสนองความต้องการของตลาด เนื่องจากประชากรเกษตรกรสูงวัยและขาดแคลนผู้สืบทอด
อาจารย์สอนชงชาหญิงวัย 50 ปีรายหนึ่งซึ่งเปิดคลาสสอนพิธีชงชาในกรุงโตเกียวและจังหวัดไซตามะ กล่าวกับสำนักข่าวเกียวโดว่า “ฉันอาจจะต้องตีอากาศแทนชาในถ้วยเปล่า” พร้อมทั้งเล่าว่า ตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนปี 2568 การหาซื้อผงมัทฉะเกียวโตจากร้านประจำของเธอนั้นกลายเป็นเรื่องยากมากขึ้น จนเธอต้องตระเวนหาซื้อจากร้านอื่นแทน
ด้วยเหตุที่จำนวนผู้สืบสานศิลปะการชงชาลดน้อยลงอยู่แล้วท่ามกลางสังคมสูงอายุ บรรดาผู้เชี่ยวชาญจึงต่างพยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยที่จะซ้ำเติมให้คนหันหลังให้กับศิลปะแขนงนี้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากราคาอุปกรณ์ชงชาปรับตัวสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ทำให้โรงเรียนสอนชงชาหลายแห่งไม่มีทางเลือก นอกจากต้องผลักภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้เรียน
ในจังหวัดเกียวโต การหลั่งไหลเข้ามาของนักท่องเที่ยวที่ต้องการผลิตภัณฑ์มัทฉะ ส่งผลให้ต้นทุนการซื้อขายเทนฉะพุ่งสูงขึ้น โดยราคาใบชาใหม่ในฤดูกาล 2568 พุ่งสูงขึ้นถึงสามเท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
“นี่คือความอลหม่านที่สุดนับตั้งแต่เกิดปรากฏการณ์ฮาเก้น-ดาส เมื่อปี 2539” โชโงะ นากามูระ ประธานบริษัท Nakamura Tokichi Honten ผู้จำหน่ายชาในเมืองอุจิ จังหวัดเกียวโต กล่าวย้อนความถึงเหตุการณ์ที่ไอศกรีมแบรนด์ดังจากสหรัฐฯ เปิดตัวไอศกรีมรสชาเขียวเป็นผลิตภัณฑ์แรกสำหรับเจาะตลาดญี่ปุ่นโดยเฉพาะ
นากามูระยังเผยด้วยว่า พบสินค้าของบริษัท รวมถึงสินค้าลอกเลียนแบบ วางขายบนร้านค้าออนไลน์ในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้บริษัทต้องเริ่มมาตรการจำกัดจำนวนการซื้อ เพื่อป้องกันลูกค้าต่างชาติบางกลุ่มที่เข้ามาเหมาสินค้าไปเป็นจำนวนมาก
เมื่อเปรียบเทียบกับ “เซนฉะ” ซึ่งเป็นชาเขียวที่นิยมดื่มกันทั่วไปในญี่ปุ่น การปลูก “เทนฉะ” ต้องใช้เวลาและความพยายามมากกว่า ทั้งการกางสแลนพรางแสงแดดให้กับต้นชา และการลงทุนในเครื่องจักรพิเศษเพื่อแปรรูปใบชาที่เก็บเกี่ยวได้
แม้กระแสมัทฉะฟีเวอร์จะจูงใจให้เกษตรกรหันมาปลูกเทนฉะแทนเซนฉะมากขึ้น แต่เกษตรกรบางส่วนยังคงลังเล เนื่องจากไม่มั่นใจว่ากระแสความนิยมนี้จะคงอยู่ไปนานเพียงใด
ขณะเดียวกัน ในเมืองอิรุมะ จังหวัดไซตามะ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกชาที่มีชื่อเสียงที่สุดในภูมิภาคคันโต กำลังอยู่ในระหว่างการทดลองผลิตเทนฉะและเพิ่มผลผลิตเซนฉะ โดยใช้พื้นที่เกษตรกรรมที่ถูกทิ้งร้าง เพื่อหวังจะกอบกู้แบรนด์ชาประจำท้องถิ่น
เมืองอิรุมะมีชื่อเสียงจาก “ชาซายามะ” ซึ่งถูกยกย่องให้เป็น 1 ใน 3 สุดยอดชาของญี่ปุ่นร่วมกับชาจากชิซูโอกะและอุจิ อย่างไรก็ตาม ความนิยมที่มีต่อแบรนด์เริ่มซาลง เนื่องจากผู้บริโภคในญี่ปุ่นดื่มชาใบ (loose-leaf tea) น้อยลง
“เราต้องคิดหาวิธีปกป้องไร่ชาและรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่นให้คงอยู่สืบไปในอนาคต” ทัตสึยะ มิซูโมโตะ ประธานบริษัท Shutoken Agri Farm ซึ่งเกิดจากการรวมกลุ่มของเกษตรกรท้องถิ่น กล่าว พร้อมประกาศว่าจะนำพามัทฉะจากซายามะให้กลับมาติดตลาดอีกครั้ง
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ม.ค. 69)





