
เอกชนเรียกร้องรัฐบาลใหม่เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างในช่วง 3 เดือนแรกหลังการเลือกตั้ง โดยชี้ว่าปัญหาหนี้ครัวเรือน สินค้านำเข้าทะลัก ค่าเงินบาทแข็งผิดปกติ ทุนเทา และคอร์รัปชัน กำลังกดดันกำลังซื้อและบั่นทอนศักยภาพเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลใหม่ว่า เรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลควรทำใน 3 เดือนแรก คือ ปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนที่สูงมาก กดกำลังซื้อ เรื่องปัญหาสินค้าทะลักเข้ามาจนส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย ปัญหาค่าเงินที่แข็งค่าผิดปกติ ปัญหาเรื่องทุนเทา ใต้ดินและการคอร์รัปชั่น จึงอยากเห็นทุกพรรคการเมือง เมื่อได้รัฐบาลใหม่อยากให้มีการแก้ไขปัญหาที่กล่าวมาให้ได้ภายใน 100 วัน
“สิ่งที่กังวลจากปัญหาเรื่องการเมืองไม่มีเสถียรภาพ มันส่งผลกระทบต่อเรื่องการจับจ่ายใช้สอย การจัดซื้อจัดจ้างและงบประมาณการลงทุน ซึ่งกระทบต่อจีดีพีของไทยเรื่องนี้เป็นเรื่องรัฐบาลใหม่รีบกลับมาแก้ไข และอยากให้ดูแลเรื่องปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และแก้ปัญหายั่งยืนมากกว่า ใช้นโยบายหาเสียงระยะสั้น หรือ ประชานิยมมากเกินไป”นายเกรียงไกร กล่าว
นายเกรียงไกร ยืนยันว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นยังมีความจำเป็น เพราะเศรษฐกิจไทยค่อนข้างเปราะบาง และเปราะบางที่สุด คือ SMEและผู้บริโภค เพราะฉะนั้นการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องมีลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ เพิ่มช่องทางเข้าถึงแหล่งเงิน แต่ต้องทำให้สมดุล ไม่ใช่ทำแค่ระยะสั้นอย่างเดียว
“ตอนนี้เสถียรภาพทางการเมืองที่ผ่านมา มันสั้นลง ๆ แม้กระทั่งรัฐบาลล่าสุดภายใต้ MOA 4 เดือน ถือว่าสั้นมาก แต่ข้อเท็จจริงรัฐบาลก็แค่ 2 เดือนกับ 1 สัปดาห์ เพราะฉะนั้นทำให้ทุกอย่างติดขัดไปหมด อยากให้ทำนโยบายที่ส่งผลไปยังระยะกลาง ระยะยาวเพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่อไป”นายเกรียงไกร กล่าว
นายเกรียงไกร ยอมรับว่า การที่ 2 พรรคตัวเต็งในการเลือกตั้งครั้งนี้ ทั้งจากพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนมีการประกาศตัวหน้าตาครม.ออกมาแล้ว ยังถือว่า ยังมีความหวังได้ ซึ่งการประกาศตัวออกมาทำให้ประชาชนได้เห็น เพียงแต่ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ สูตรผสมออกมาจะมีอำนาจต่อรองแค่ไหน ใครผสมกับใคร เพราะถ้าหากพรรคที่เป็นแกนนำได้จำนวนสส.มามาก อำนาจต่อรองก็มาก ก็สามารถคุยกันได้กับพรรคร่วม แต่ตนเกรงว่า สัดส่วนไม่ได้เป็นอย่างที่คิด อำนาจต่อรองก็ลดลง และเก้าอี้รัฐมนตรีมีไม่กี่ตำแหน่ง ก็ถือเป็นสิ่งที่เรากังวล
ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สำหรับภารกิจเร่งด่วนคือการทำให้การเลือกตั้งลุล่วงและการรับรองผลจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นไปอย่างราบรื่น พร้อมเรียกร้องให้พรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลสรรหารัฐมนตรีที่เป็น “มืออาชีพ” มีความรู้ความสามารถตรงตามสายงานแต่ละกระทรวง มากกว่าการแต่งตั้งตามโควตาพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว เพื่อรับมือกับวิกฤตทั้งในและต่างประเทศ
“ขอพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล สรรหารัฐมนตรีที่มีองค์ความรู้ มีความสามารถเพียงพอแต่ละด้าน แต่ละกระทรวงอย่างจริงจัง เพราะสภาวะบ้านเมืองวันนี้ ทั้งจากปัญหานอกประเทศ ในประเทศ ถ้าไม่มีมืออาชีพ หรือคนทำงานเป็นจริง ๆ เข้ามา ผมว่า เราเหนื่อยและเดือดร้อน ถ้าตั้งรัฐมนตรีตามโควต้าอย่างเดียว ผมว่า ปัญหามาเยอะ จะทำงานไม่ได้ นี้คือสิ่งที่หวัง”นายพจน์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลใหม่เร่งสังคายนากฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่วนโครงการสนับสนุน SMEs ที่ดีอยู่แล้วควรดำเนินการต่อทันทีโดยไม่ต้องนับหนึ่งใหม่
ด้านนายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยังมีความจำเป็น แต่ควรเป็นกระตุ้นที่เชื่อมไปมาตรการระยะกลางและระยะยาวด้วย อยากให้เป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันด้วย
“สิ่งที่เราใส่ลงไปต้องเชื่อมต่อมาตรการระยะถัดไปให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ใส่อะไรลงไป สามารถเพาะเมล็ดพันธุ์พืชให้สามารถกลับมาแข่งขันได้เพื่อมีรายได้ ศักยภาพในการแข่งขัน ข้อจำกัดต่างๆ กฏเกณฑ์ต่างๆเป็นสิ่งสำคัญมากๆ วันนี้เราอยู่จุดชายขอบที่จะโดนdowngrade ถ้าเราโดน downgrade ประเทศติดหล่มหนักกว่าเดิมอีก” นายผยง กล่าว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 ก.พ. 69)





