
นายมนรัฐ ผดุงสิทธิ์ กรรมการผู้อำนวยการ บลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH Fund) เปิดเผยว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทองแดงได้ยกระดับจากสินค้าโภคภัณฑ์พื้นฐานสู่การเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญระดับโลก ปัจจัยหลักมาจากการที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการใช้ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะการขยายตัวของศูนย์รวมข้อมูลเพื่อรองรับปัญญาประดิษฐ์ที่คาดว่าจะทำให้ความต้องการใช้ทองแดงในส่วนนี้เติบโตขึ้นถึงหกเท่าภายในปี 2050 ขณะที่เป้าหมาย Net Zero Emissions บีบให้ทั่วโลกต้องลงทุนในระบบโครงข่ายไฟฟ้ากว่า 21 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2050 ซึ่งทองแดงเป็นวัสดุหลักที่หาแร่ธาตุอื่นมาทดแทนได้ยาก เนื่องจากคุณสมบัติการนำไฟฟ้าที่ยอดเยี่ยม
สถาบันการเงินชั้นนำอย่างโกลด์แมน แซคส์ คาดการณ์ว่าราคาทองแดงอาจพุ่งขึ้นไปถึง 15,000 ดอลลาร์ต่อตันภายในปี 2035 สะท้อนว่าแร่ทองแดงจะเป็นรากฐานสำคัญที่เข้ามาขับเคลื่อนประสิทธิภาพในทุกอุตสาหกรรมยุคใหม่ ตั้งแต่การผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่ต้องใช้ทองแดงมากกว่ารถยนต์แบบเดิมเกือบสี่เท่า ไปจนถึงกังหันลม ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดที่ใช้ทองแดงมากกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินถึงเจ็ดเท่า
LH Fund แนะนำกองทุนเปิด แอล เอช โกลบอล คอปเปอร์ ไมเนอร์ส อิควิตี้ (LH GLOBAL COPPER MINERS EQUITY FUND : LHCOPPER) มีนโยบายลงทุนในกองทุนหลัก Global X Copper Miners ETF (COPX) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV มีความเสี่ยงอยู่ที่ระดับ 7 กองทุนหลักมุ่งสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนี Solactive Global Copper Miners Total Return Index ซึ่งคัดเลือกบริษัทผู้ผลิตทองแดงชั้นนำระดับสากลที่มีสัดส่วนรายได้หลักจากการทำเหมืองหรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องโดยตรง กองทุนนี้จะเสนอขายครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 9-13 กุมภาพันธ์ 2569
กลยุทธ์การลงทุนของกองทุนเป็นการมุ่งเน้นธุรกิจต้นน้ำอย่างแท้จริง ครอบคลุมทั้งบริษัทที่ทำหน้าที่สำรวจ ขุดเจาะ ไปจนถึงโรงถลุงและโรงแปรรูปทองแดงบริสุทธิ์ โดยกระจายการลงทุนไปในบริษัทชั้นนำประมาณ 40 แห่งทั่วโลก เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป พร้อมทั้งมีการปรับพอร์ตการลงทุนทุก 6 เดือน เพื่อคัดเลือกบริษัทที่มีมูลค่าเหมาะสมและมีปริมาณสำรองแร่ที่เพียงพอต่อการสร้างผลตอบแทนตามวัฏจักรราคาทองแดงที่กำลังเข้าสู่รอบขาขึ้นครั้งใหญ่
จุดเด่นสำคัญของ LHCOPPER คือการลงทุนในหุ้นเหมืองทองแดงที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนในทองแดงกายภาพโดยตรง เนื่องจากบริษัทเหมืองแร่มักมีต้นทุนการดำเนินงานที่ค่อนข้างคงที่ ทำให้เมื่อราคาทองแดงในตลาดโลกขยับสูงขึ้น กำไรสุทธิของบริษัทเหล่านี้มักจะขยายตัวได้ในอัตราที่เร็วกว่าราคาทองแดงดิบ
กองทุนหลักมีผลการดำเนินงานย้อนหลังที่โดดเด่น ซึ่งข้อมูล ณ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2026 มีผลตอบแทนย้อนหลังหนึ่งปีอยู่ที่ 141.70% พอร์ตการลงทุนประกอบด้วยยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Lundin Mining, Southern Copper, Freeport-McMoRan, Boliden และ KGHM Polska Miedz ซึ่งล้วนเป็นผู้กำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมเหมืองทองแดง ท่ามกลางสถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนอุปทานเชิงโครงสร้าง เนื่องจากเหมืองใหม่ต้องใช้ระยะเวลาการสำรวจจนเริ่มผลิตเฉลี่ยยาวนานถึง 17 ปี กองทุน LHCOPPER จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนเข้าถึงห่วงโซ่อุปทานที่เป็นหัวใจของพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีดิจิทัลในระยะยาวได้อย่างมั่นคง
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 ก.พ. 69)





