QHHRREIT เปิดจองหน่วยเพิ่มทุน 23-27 ก.พ.ฮุบสิทธิเช่า 30 ปี ‘เซนเตอร์ พอยต์ ชิดลม’ ปักธง Super Prime

ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่า ควอลิตี้ เฮ้าส์ โฮเทล แอนด์ เรซิเดนซ์ [QHHRREIT] เดินหน้าเข้าลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 2 ในโครงการ “เซนเตอร์ พอยต์ ชิดลม” โดยจะระดมทุนด้วยการออกหน่วยทรัสต์เพิ่มทุนไม่เกิน 69 ล้านหน่วย และกู้ยืมเงินระยะยาวไม่เกิน 1,000 ล้านบาท

การเสนอขายหน่วยทรัสต์เพิ่มทุนครั้งนี้ กองทรัสต์ฯ จะเปิดโอกาสให้ทั้งผู้ถือหน่วยทรัสต์เดิม และประชาชนทั่วไป จองซื้อพร้อมกันได้ในวันที่ 23- 27 ก.พ.69 ผ่านธนาคารไทยพาณิชย์ และผ่านแอปพลิเคชัน SCB EASY โดยจองซื้อที่ราคาเสนอขายสูงสุดที่จะประกาศภายในวันที่ 17 ก.พ.69 และคาดว่าจะประกาศราคาเสนอขายสุดท้ายในวันที่ 27 ก.พ.69 ซึ่งหากราคาเสนอขายสุดท้ายต่ำกว่าราคาเสนอขายสูงสุด จะคืนเงินส่วนต่างให้กับผู้จองซื้อทุกราย

นายมนรัฐ ผดุงสิทธิ์ กรรมการผู้อำนวยการ บลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ฯ เปิดเผยว่า ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยกำลังเข้าสู่รอบการเติบโตครั้งใหม่ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครที่ครองแชมป์เมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของโลก ประกอบกับการที่ย่านราชประสงค์-ชิดลม กำลังยกระดับสู่การเป็น ‘World-class Shopping Destination’ อย่างเต็มรูปแบบ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลบวกโดยตรงต่ออัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) และราคาห้องพักเฉลี่ย (ADR) ของโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ในย่านนี้ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

รวมทั้งจังหวะเวลาการเข้าลงทุนครั้งนี้ถือว่าได้เปรียบอย่างมากเนื่องจากเป็นช่วงทิศทางดอกเบี้ยขาลง (Interest Rate Downcycle) ซึ่งกองทรัสต์ฯ จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง สำหรับวงเงินกู้ยืมระยะยาวที่จะนำมาใช้ลงทุนเพิ่มเติม ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานลดลง ตลอดจนช่วยเพิ่มศักยภาพทำกำไรและกระแสเงินสดสุทธิ เพื่อนำมาจ่ายประโยชน์ตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์

นายสุขวัฒก์ ภวสันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส บลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ฯ กล่าวว่า QHHRREIT มุ่งเน้นการลงทุนในทรัพย์สินคุณภาพสูงบนทำเล Super Prime Location ปัจจุบันมีทรัพย์สินหลัก 4 แห่ง ได้แก่ โครงการเซนเตอร์ พอยต์ พลัส ประตูน้ำ, โครงการเซนเตอร์ พอยต์ สุขุมวิท 10, โครงการเซนเตอร์ พอยต์ พลัส สีลม และโครงการเซนเตอร์ พอยต์ ชิดลม

สำหรับการเข้าลงทุนเพิ่มเติมใน “เซนเตอร์ พอยต์ ชิดลม” ครั้งนี้ เป็นการลงทุนในสิทธิการเช่าอาคารต่อเนื่องระยะยาวถึง 30 ปี (1 มิ.ย.69-31 พ.ค.99) โดยมีจุดเด่นได้แก่

1) ทำเลที่ตั้งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ (Strategic Super Prime Location) โดยโครงการตั้งอยู่บนถนนหลังสวน เขตปทุมวัน ซึ่งเป็นทำเลที่มีมูลค่าที่ดินสูงมากและหาไม่ได้อีกแล้ว ใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS ชิดลม และสวนลุมพินี แวดล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกระดับ World-class จึงเป็นที่ต้องการสูงมากสำหรับกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ

2) ทรัพย์สินมีคุณภาพสูง (High Asset Quality) อาคารสูง 24 ชั้น จำนวน 178 ห้องพัก พร้อมที่จอดรถสูงถึง 82 คัน มีพื้นที่ใช้สอยรวมกว่า 22,360 ตารางเมตร ให้บริการห้องพักหลากหลายรูปแบบตั้งแต่แบบ Studio ไปจนถึงแบบ 3 ห้องนอน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น สระว่ายน้ำ ห้องเด็กเล่น ห้องอาหาร Blue Spice ห้องออกกำลังกาย ห้องสันนทนาการ และห้องประชุม เป็นต้น ซึ่งได้รับการดูแลรักษาและปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ

3) ผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง (Proven Performance) ทรัพย์สินมีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นโดยในงวด 9 เดือนแรกของปี 2568 อัตราการเข้าพักเฉลี่ย (Occupancy Rate) พุ่งสูงถึง 91.2% เพิ่มขึ้นจาก 90.0% ในปี 67 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์และความต้องการเข้าพักอย่างแท้จริง

4) โครงสร้างรายได้ที่มั่นคง (Secure Structure) การลงทุนครั้งนี้มีการวางโครงสร้างผลประโยชน์ที่สร้างความมั่นคงและโอกาสเติบโต โดยกองทรัสต์ฯ จะได้รับค่าเช่าคงที่ (Fixed Rental) ประมาณ 51.32 ล้านบาทต่อปี พร้อมปรับเพิ่มขึ้น 2% ทุก 3 ปี และยังได้รับค่าเช่าผันแปร (Variable Rental) อีก 90% ของกำไรสุทธิหลังหักค่าเช่าคงที่ ทำให้ผู้ถือหน่วยทรัสต์ได้รับประโยชน์เต็มที่จากการเติบโตของผลประกอบการ

นางมัลลิกา ทัศนนิพันธ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายโรงแรมเซนเตอร์ พอยต์ สุขุมวิท 10 และโรงแรมเซนเตอร์ พอยต์ ชิดลม ในฐานะผู้บริหารโรงแรมเซนเตอร์ พอยต์ กล่าวว่า เซนเตอร์ พอยต์ ชิดลม ถือเป็นทรัพย์สินคุณภาพที่เปรียบได้กับเพชรยอดมงกุฎบนถนนหลังสวน ย่านธุรกิจใจกลางเมือง (CBD) ที่รายล้อมด้วยห้างสรรพสินค้าชั้นนำและอาคารสำนักงานเกรดเอ บริหารงานภายใต้แบรนด์ ‘เซนเตอร์ พอยต์’ (Centre Point) โดยบริษัท คิว.เอช.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (QHI) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บมจ. ควอลิตี้เฮ้าส์ [QH] ที่มีประสบการณ์กว่า 30 ปี ในธุรกิจโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ประกอบกับการปรับโฉมภาพลักษณ์ (Rebranding) และการยกระดับบริการอย่างต่อเนื่อง ทำให้โครงการมีความทันสมัยและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้พักอาศัยทั้งชาวไทยและต่างชาติได้อย่างสมบูรณ์แบบ

นางสาวรพีพรรณ บุณยรักษ์ Department Head, Product Distribution and Development ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การเพิ่มทุนครั้งนี้ถือเป็นจังหวะการลงทุนที่ดี ด้วยจุดเด่นที่ทรัพย์สินตั้งอยู่บนทำเลที่หาได้ยากในตลาดปัจจุบัน ประกอบกับราคาเสนอขายที่น่าสนใจ ซึ่งกองทรัสต์ฯ จะเตรียมได้ประกาศราคาเสนอขายสูงสุดภายในวันที่ 17 ก.พ.69 ผ่านเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยโดยจะไม่เกิน 6.70 บาทต่อหน่วย ซึ่งพิจารณาแล้วว่ามีความเหมาะสม น่าลงทุนและเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนที่ดี

กองทรัสต์ฯ จะเข้าลงทุนในทรัพย์สินมูลค่าไม่เกิน 1,233.50 ล้านบาท ต่ำกว่าราคาประเมินต่ำสุดจากผู้ประเมินอิสระ 2 ราย ถึงประมาณ 6.1% ถือเป็นสินทรัพย์ที่มี Discount จากราคาประเมินตั้งแต่วันแรกที่เข้าลงทุน นอกจากนี้ยังให้ผลตอบแทนสูง (High Yield) จากโครงสร้างราคาและศักยภาพของทรัพย์สิน โดยประมาณการเงินจ่ายประโยชน์ตอบแทนแก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์ในปีแรกหลังการเพิ่มทุนครั้งที่ 1 จะไม่ต่ำกว่า 10.8% (อ้างอิงรายงานและข้อมูลทางการเงินตามสถานการณ์สมมติสำหรับงวด 12 เดือน ช่วงเวลาประมาณการระหว่างวันที่ 1 มิ.ย.69 ถึงวันที่ 30 พ.ค.70 โดยปรับปรุงสมมติฐานจำนวนหน่วยทรัสต์ที่ออกและเสนอขายเพิ่มเติมประมาณ 69 ล้านหน่วย และเงินกู้ยืมระยะยาวจำนวนประมาณ 835 ล้านบาท และราคาเสนอขายหน่วยทรัสต์เพิ่มเติมที่ 6.70 บาทต่อหน่วย) ซึ่งถือว่าสูงโดดเด่นเมื่อเทียบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรหรือเงินฝาก

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 ก.พ. 69)

ข่าวล่าสุด