
รัฐบาลเมียนมามีคำสั่งให้ เอลิซิโอ โด โรซาริโอ เดอ ซูซา อุปทูตรักษาการเอกอัครราชทูตติมอร์-เลสเต ประจำประเทศเมียนมา เดินทางออกจากประเทศภายใน 7 วัน ท่ามกลางความสัมพันธ์ตึงเครียดจากกรณีที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนยื่นฟ้องคดีอาญาต่อกองทัพเมียนมา
กระทรวงการต่างประเทศของเมียนมาออกแถลงการณ์ในวันอาทิตย์ (15 ก.พ.) ระบุว่า กระทรวงได้เรียกตัวทูตติมอร์เลสเตเข้าพบในวันที่ 13 ก.พ. เพื่อแจ้งคำสั่งให้เดินทางออกจากเมียนมาภายในวันที่ 20 ก.พ. ตามมาตรา 9 แห่งอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางทูต พ.ศ. 2504
ความเคลื่อนไหวของเมียนมามีขึ้นหลังจากเมื่อเดือนม.ค.ที่ผ่านมา องค์กรสิทธิมนุษยชนชาวชินของเมียนมา (Chin Human Rights Organization: CHRO) ได้ยื่นคำร้องต่อกระทรวงยุติธรรมของติมอร์-เลสเต โดยกล่าวหาว่าคณะรัฐบาลทหารเมียนมาก่ออาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาตินับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2564 นอกจากนี้ ในเดือนเดียวกัน เจ้าหน้าที่ของ CHRO ยังได้เข้าพบประธานาธิบดีโฮเซ รามอส-ฮอร์ตา ของติมอร์-เลสเต ซึ่งมีบทบาทในการนำประเทศคาทอลิกขนาดเล็กแห่งนี้เข้าเป็นสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เมื่อปีที่แล้ว
ซาไล ซา อุก ผู้อำนวยการบริหารของ CHRO ระบุว่า ทางองค์กรเลือกยื่นคำร้องในติมอร์-เลสเต เนื่องจากต้องการประเทศสมาชิกอาเซียนที่มีระบบตุลาการอิสระ อีกทั้งเป็นประเทศที่น่าจะเห็นอกเห็นใจต่อความทุกข์ยากของประชาชนส่วนใหญ่ที่นับถือศาสนาคริสต์ในรัฐชิน
ต่อมาในเดือนก.พ. CHRO เปิดเผยว่า หน่วยงานตุลาการของติมอร์-เลสเตได้เริ่มกระบวนการทางกฎหมายต่อคณะรัฐบาลทหารเมียนมา รวมถึงพลเอก มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหาร ภายหลังการยื่นคำร้องของกลุ่มสิทธิมนุษยชน
กระทรวงการต่างประเทศเมียนมาระบุในแถลงการณ์ว่า ความเคลื่อนไหวของติมอร์-เลสเตที่มีต่อเมียนมาในช่วงที่ผ่านมานั้น ถือเป็นการละเมิดกฎบัตรอาเซียนและสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยและการไม่แทรกแซงกิจการภายใน
“การมีปฏิสัมพันธ์ในลักษณะที่ไม่สร้างสรรค์ของประมุขแห่งรัฐของประเทศสมาชิกอาเซียนประเทศหนึ่ง กับองค์กรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งต่อต้านประเทศสมาชิกอาเซียนอีกประเทศหนึ่ง เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้โดยสิ้นเชิง” แถลงการณ์ระบุ
กระทรวงยังระบุอีกด้วยว่า การที่ติมอร์-เลสเตรับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณา และแต่งตั้งอัยการเพื่อสอบสวนคดีนี้ ถือเป็น “การสร้างบรรทัดฐานที่ไม่เคยมีมาก่อน การตีความในทางลบ และการยกระดับความไม่พอใจของสาธารณชน”
อย่างไรก็ตาม แม้ดำเนินการขับทูตติมอร์-เลสเต แต่กระทรวงการต่างประเทศของเมียนมาย้ำว่า เมียนมายังมุ่งมั่นที่จะรักษาความสัมพันธ์อันดีกับทุกประเทศ โดยยึดมั่นในหลักการความเคารพซึ่งกันและกันและกฎบัตรอาเซียน
ทั้งนี้ เมียนมาตกอยู่ในสถานการณ์ความไม่สงบตั้งแต่ปี 2564 เมื่อกองทัพก่อรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งนำโดยนางออง ซาน ซูจี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ส่งผลให้เกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาลทหารอย่างกว้างขวาง ก่อนจะลุกลามกลายเป็นสงครามกลางเมืองทั่วประเทศ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ก.พ. 69)





