
นายกิตติพงษ์ พวงมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.กลุ่มสมอทอง [SMO] เปิดเผยว่า ผลประกอบการของบริษัทสำหรับปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 678.89 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น 419.27 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 161.49% และมีรายได้รวม 9,934.55 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น 3,673.45 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 58.67%
การเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิและรายได้อย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากปีก่อนหน้า บริษัทได้เข้าซื้อบริษัท เอ แอล ปาล์ม จำกัด และเริ่มประกอบธุรกิจภายใต้ SMO ตั้งแต่ช่วงปลายปี 67 นอกจากนี้ ช่วงปลายปี 67 โรงงานสาขาท่าชนะหยุดผลิตชั่วคราว ในขณะที่ปี 68 โรงงานทุกสาขาของกลุ่มบริษัทดำเนินงานได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้สามารถดำเนินการผลิตและขายได้เพิ่มขึ้นสอดรับกับความต้องการน้ำมันปาล์มดิบที่เติบโตของตลาดโลก จึงเป็นผลให้รายได้เพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า

ขณะที่ในไตรมาส 4/68 รายได้จากธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ และผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่องเพิ่มขึ้น 1,287.65 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 90.58% และจากรายได้จากธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพ เพิ่มขึ้น 18.69 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 80.39% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อนหน้า โดยการเพิ่มขึ้นเนื่องมาจากรายได้จากการขายน้ำมันปาล์มดิบ ซึ่งเป็นผลจากปริมาณการขายเพิ่มขึ้น 32,933 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 109.81% รายได้จากการขายเมล็ดในปาล์มอบแห้งเพิ่มขึ้นเนื่องจากปริมาณการขายเพิ่มขึ้น 7,412 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 99.08% และที่รายได้จากผลิตภัณฑ์อื่นที่เกี่ยวเนื่องเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกัน
ส่วนแผนการขยายกำลังการผลิตของโรงงานสาขาพนม ปัจจุบันบริษัทติดตั้งเครื่องจักรแล้วเสร็จ และคาดว่าจะสามารถเดินส่วนการขยายกำลังการผลิตได้ภายในเดือนเมษายน 2569 ซึ่งจะทำให้โรงงานสาขาพนม มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 150 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง จากเดิม 75 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง ส่งผลให้กำลังการผลิตรวมของกลุ่มบริษัทเพิ่มขึ้นเท่ากับ 315 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง รองรับฤดูที่ผลปาล์มน้ำมันให้ผลผลิตสูงสุด (Peak Season) ของปี 69
นอกจากนี้บริษัทยังเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทได้อนุมัติโครงการลงทุนซื้อที่ดิน และก่อสร้างโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มดิบ สาขาพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีขนาดกำลังการผลิตประมาณ 75 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง โดยมีมูลค่าลงทุนรวมสูงสุดไม่เกิน 960.00 ล้านบาท โดยคาดการณ์ระยะเวลาในการก่อสร้างและติดตั้งเครื่องจักรใช้ระยะเวลารวมประมาณ 18-20 เดือน และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จและเริ่มเปิดดำเนินการผลิตได้ประมาณไตรมาส 2/71
ภายหลังโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มดิบข้างต้นก่อสร้างแล้วเสร็จและเริ่มเปิดดำเนินการผลิต จะส่งผลให้บริษัทมีกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มดิบเพิ่มขึ้น 75 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง ส่งผลให้กำลังการผลิตของกลุ่มบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 390 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง เมื่อนับรวมกำลังการผลิตของสาขาพนม ที่จะเพิ่มขึ้นภายในเดือน เม.ย.69 นี้
การเพิ่มขึ้นของกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มดิบของกลุ่มบริษัทจะส่งผลให้กลุ่มบริษัทมีสินค้าสำหรับขายมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มภาวะอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกปัจจุบันที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอ้างอิงข้อมูลจากข้อมูลสำนักเศรษฐกิจการเกษตร 5 ปีย้อนหลัง พบว่าความต้องการน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ที่ 2.09% ดังนั้น การขยายธุรกิจด้วยการลงทุนซื้อที่ดินและก่อสร้างโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มดิบ สาขาพระพรหม จะช่วยให้กลุ่มบริษัทมีโอกาสในการสร้างผลการดำเนินงานได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
โดยที่อัตราส่วนการวิเคราะห์ทางงบการเงินยังคงแข็งแกร่ง โดยสิ้นปี 68 อัตราส่วนสภาพคล่องที่ 1.80 เท่า อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ 0.47 เท่า และอัตราความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (ICR) ที่ 16.59 เท่า โดยอัตราส่วนทางการเงินที่แข็งแกร่งดังกล่าว เป็นผลมาจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง และการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนต่อประชาชนครั้งแรก (IPO)
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ก.พ. 69)





