
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เปิดทำเนียบขาวต้อนรับการมาเยือนของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ผู้นำญี่ปุ่นเมื่อวันพฤหัสบดี (19 มี.ค.) โดยปธน.ทรัมป์ได้แสดงความคาดหวังให้ญี่ปุ่นก้าวเข้ามารับบทบาทมากขึ้นในการคลี่คลายวิกฤตในช่องแคบฮอร์มุซ แต่กลับสร้างบรรยากาศอึดอัดชั่วขณะ เมื่อเขาเปรียบเทียบการเปิดฉากจู่โจมอิหร่านแบบสายฟ้าแลบของสหรัฐฯ ว่าเหมือนกับเหตุการณ์โจมตี “เพิร์ลฮาร์เบอร์”
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า การพบปะครั้งนี้มีขึ้นในห้วงเวลาที่รัฐบาลวอชิงตันกำลังเร่งกดดันพันธมิตรชาติต่าง ๆ ทั้งองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) รวมถึงญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ ให้ส่งเรือรบเข้ามาช่วยเปิดเส้นทางในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสายหลักของโลกที่ถูกอิหร่านปิดล้อมมานานเกือบ 3 สัปดาห์นับตั้งแต่สงครามเปิดฉากขึ้น
บรรยากาศการหารือในห้องทำงานรูปไข่เกิดความน่าอึดอัดขึ้น เมื่อผู้สื่อข่าวตั้งคำถามว่าเหตุใดวอชิงตันจึงไม่แจ้งให้ญี่ปุ่นและชาติพันธมิตรทราบล่วงหน้าก่อนที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจะเปิดฉากถล่มอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา
ปธน.ทรัมป์ตอบคำถามดังกล่าวโดยระบุว่า “เราบุกเข้าไปอย่างหนักหน่วงและไม่ได้บอกใครเพราะต้องการให้เป็นเซอร์ไพรส์ ใครจะรู้เรื่องการทำเซอร์ไพรส์ได้ดีไปกว่าญี่ปุ่นล่ะ ทำไมตอนเพิร์ลฮาร์เบอร์พวกคุณถึงไม่บอกผมบ้างล่ะ โอเคไหม”
คำกล่าวของทรัมป์ทำให้นายกฯ ทาคาอิจิ ถึงกับเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ เนื่องจากเป็นการพาดพิงถึงเหตุการณ์ที่ญี่ปุ่นโจมตีฐานทัพเรือสหรัฐฯ ในฮาวายจนนำไปสู่การเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2
ผู้นำสหรัฐฯ ยังกล่าวอ้างถึงความสำเร็จในปฏิบัติการดังกล่าวด้วยว่า การจู่โจมแบบไม่ให้ตั้งตัวในช่วงสองวันแรกทำให้สามารถทำลายล้างเป้าหมายได้มากถึง 50% ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นเหนือกว่าที่สหรัฐฯ ประเมินไว้มาก
ในประเด็นวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ ปธน.ทรัมป์ชี้ว่า ญี่ปุ่นมี “เหตุผลสำคัญ” ที่จะต้องยื่นมือเข้ามาช่วย เนื่องจากน้ำมันนำเข้าของญี่ปุ่นเกือบทั้งหมดต้องลำเลียงผ่านช่องแคบแห่งนี้ พร้อมกล่าวยกย่องญี่ปุ่นที่สั่งซื้อยุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯ เป็นจำนวนมาก และระบุว่าเขามีความสัมพันธ์อันดีเยี่ยมกับนายกฯ ทาคาอิจิ
“ผมคาดหวังให้ญี่ปุ่นก้าวเข้ามารับผิดชอบ เพราะเรามีความสัมพันธ์แบบนั้น สหรัฐฯ มีทหารประจำการในญี่ปุ่นถึง 45,000 นาย และเราใช้จ่ายงบประมาณไปมหาศาล ดังนั้นผมจึงไม่แปลกใจเลยหากพวกเขาจะยื่นมือเข้ามาช่วย” ปธน.ทรัมป์กล่าว
นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ยังแสดงความไม่พอใจที่กลุ่มพันธมิตรยุโรปมีท่าทีลังเลที่จะเข้ามาช่วยเหลือ โดยระบุว่าสหรัฐฯ กำลังทำหน้าที่ปกป้องช่องแคบนี้เพื่อผลประโยชน์ของทุกฝ่าย นาโตเองก็จำเป็นต้องใช้เส้นทางนี้แต่กลับไม่อยากช่วยปกป้อง แม้ตอนนี้พวกเขาจะเริ่มมีท่าทีอ่อนลงเพราะเห็นจุดยืนของสหรัฐฯ แล้ว แต่สำหรับตนมองว่ามันสายเกินไป
สำหรับวาระการหารืออื่น ๆ ปธน.ทรัมป์ระบุว่าต้องการเจรจาเชิงลึกกับนายกฯ ทาคาอิจิในประเด็นการค้าและพลังงาน รวมถึงสอบถามถึงความคืบหน้าด้านความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีน ซึ่งเขามองว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ “ค่อนข้างตึงเครียด” และต้องการทราบสถานการณ์ในปัจจุบัน
อนึ่ง เดิมทีปธน.ทรัมป์มีกำหนดการเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งในช่วงปลายเดือนมี.ค. นี้ แต่การเดินทางดังกล่าวต้องเลื่อนออกไปอันเนื่องมาจากสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 มี.ค. 69)





