
ภก.นที ตั้งจิตรสดใส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เจเนซีส เฟอร์ทิลีตี เซ็นเตอร์ [GFC] เปิดเผยว่า ปีนี้ GFC จะเน้นสร้างรายได้จากสาขาพระราม 9 เปิดกว้างในการหาพันธมิตร เพื่อส่งเสริมธุรกิจและการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ให้ได้เต็มศักยภาพมากที่สุด โดยกลยุทธ์ที่สำคัญในการขับเคลื่อน ธุรกิจจะมาจาก 3 กลยุทธ์ประกอบด้วย
- ปรับโครงสร้างการตลาดเชิงรุก ในตลาดต่างประเทศ (Medical Tourism) โดยร่วมมือกับเอเย่น ขยายตลาดในตะวันออกกลาง ยุโรป จีน และ กลุ่มประเทศ CLMV กลยุทธ์ที่
- ร่วมมือกับเครือข่ายโรงพยาบาลและคลินิคพันธมิตรไม่ต่ำกว่า 10 แห่ง รวมทั้งวางแผน จับมือ กับโรงพยาบาลรัฐเพื่อให้คำปรึกษาสำหรับผู้ที่มีบุตรยากและกลยุทธ์ที่
- มองหาการลงทุนธุรกิจใหม่ๆ รุก นวัตกรรม และนำเทคโนโลยี AI มาใช้ เพื่อสร้าง New S-Curve ให้บริษัทเติบโตอย่างยั่งยืน
“ปีนี้ GFC จะบุกตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนลูกค้าต่างประเทศโต 15-25% จากฐานเดิมที่ ผ่านมาตลาดต่างประเทศโตแบบออร์แกนิคไม่ได้ทำการตลาดแต่เราก็มีสัดส่วนลูกค้าต่างประเทศ มาใช้บริการถึง 15% ของพอร์ตรวม “ภก.นทีกล่าว
ภก.นทีกล่าวต่อว่า แนวโน้มธุรกิจให้คำปรึกษาและวางแผนการมีบุตร ยังมีศักยภาพการเติบโตที่สูง เนื่อง จากจำนวนผู้มีบุตรยากมีแนวโน้มเพิ่มสูงมากทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นเทรนด์โลก และประเทศไทย ถือเป็น เป้าหมายสำคัญที่ต่างชาติให้ความเชื่อมั่นในการเข้ามาใช้บริการ ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เข้ามา ใช้บริการมีกำลังซื้อสูง จึงไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ ขณะที่ลูกค้าได้ให้ความเชื่อมั่นในการให้บริการ ของ GFC โดยอัตราความสำเร็จของการตั้งครรภ์มีมากถึง 74% ของผู้ที่มาใช้บริการ
นอกจากนี้ GFC ยังมีแผนที่จะเดินสายโรดโชว์ขยายฐานลูกค้าควบคู่ไปกับการทำโปรโมชั่นฝากไข่ โดย จะเน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่ (GenZ) เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจตระหนักถึงความสำคัญของการฝากไข่ให้มากขึ้น และเมื่อมีความพร้อมก็สามารถมีบุตรได้ทันที สุภาพสตรีจะต้องรู้ว่า ไข่เป็นทรัพย์สินสำคัญ
สำหรับผลการดำเนินงานงวดปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้จากการให้บริการ จำนวน 352.99 ล้านบาท ลดลง 18.77 ล้านบาท หรือคิดเป็น 5.05% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีรายได้จากการให้บริการอยู่ที่ 371.76 ล้านบาท โดยลดลงจากจำนวนผู้มีบุตรยากที่เข้ามาทำการรักษาสอดคล้องกับจำนวนรอบ ของการเก็บไข่ สำหรับปี 2568 ที่ลดลงจำนวน 91 รอบ หรือคิดเป็น 9.84% เมื่อเทียบกับปี 2567 ทั้งนี้รายได้จากการให้บริการ ลดลงเพียง 5.05% เนื่องจากถูกชดเชยจากการปรับราคา
ขณะที่บริษัทมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 22.40 ล้านบาทลดลง 69.52% จากงวดเดียวกัน ของ ปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 73.51 ล้านบาท โดยสาเหตุสำคัญมาจากการรับรู้ ค่าใช้จ่ายคงที่ และค่าเสื่อมราคาจากการ ขยายสาขาใหม่ (พระราม 9 อินเตอร์เนชั่นแนล และ อุบลราชธานี) รวมกว่า 29.36 ล้านบาท อย่างไรก็ตามบริษัทฯ ยังคงมีความแข็งแกร่งทางการเงินอย่างมาก มีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) เพียง 0.14 เท่า
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 มี.ค. 69)





