UOBAM วางเป้า AUM ปี 69 โต 10% จาก 2.9 แสนลบ.ปีก่อน ผ่าน 3 กองทุนเรือธง,เป้า SET ปีนี้ 1,550-1,600 จุด

นายวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) หรือ UOBAM กล่าวว่า ในปี 69 ตั้งเป้ามูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) เพิ่มขึ้น 10% เป็น 3.2 แสนล้านบาทจากปีก่อน AUM อยู่ที่ 2.9 แสนล้านบาท ที่โต 6% ซึ่งเป็นการเติบโตของธุรกิจกองทุนรวมถึง 23%

โดยในปีนี้จะยังเน้นกองทุนเรือธง (Flagship Fund) ได้แก่

– กลุ่มกองทุนตลาดเงิน – กองทุนเปิด ไทย แคช แมเนจเม้นท์ ชนิดเพื่อผู้ลงทุนทั่วไป (TCMF) ซึ่งเมื่อสิ้นปี 68 มี AUM อยู่ที่ 26,000 ล้านบาท (+65%) คาดปี 69 จะเพิ่มอีก 1 หมื่นล้านบาท

– กลุ่มกองทุนตราสารหนี้ – กองทุนเปิด ยูไนเต็ด อินคัม เดลี่ อัลตร้า พลัส ฟันด์ (UIDPLUS) มี AUM สิ้นปี 68 ที่ 4,700 ล้านบาท (+135%) และสามารถสร้างผลงานดำเนินงานย้อนหลัง อยู่ในอันดับ 1stquartile เมื่อเทียบกับกองทุนที่มีนโยบายเดียวกัน และในปีนี้ ตั้งเป้า AUM เป็น 2 หมื่นล้านบาท โดยล่าสุด มี.ค.69 AUM อยู่ที่ 7,200 ล้านบาท

– กองทุนสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ที่บลจ.ยูโอบี ครองส่วนแบ่งตลาดกองทุนสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD Funds) เป็นอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 53% ด้วย AUM 419 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นบาท ราว 1.6-1.7 หมื่นล้านบาทและบริษัทจัดการลงทุนรายแรกในประเทศไทยที่เปิดตัวกองทุนตราสารหนี้สกุลเงิน USD ที่สามารถขายคืนได้ทุกวัน คือ กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ยูเอสดี เดลี่ ฟันด์ (USDAILY) โดยปี 69 ตั้งเป้าเพิ่ม AUM สำหรับ USD Funds เป็น 1,000 ล้านเหรียญ

 

ประเมินดัชนีปีนี้ 1,350-1,600 จุด

ด้านนายณัฐพล จันทร์สิวานนท์ กรรมการผู้จัดการ สายการลงทุน บลจ.ยูโอบี มีมุมมองต่อตลาดหุ้นไทยว่า หากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางจบเร็ว ดัชนีหุ้นไทยยังคงมีโอกาสปรับตัวขึ้นแตะระดับ 1,550 – 1,600 จุดได้ ขณะที่ประเมินกรอบล่างของดัชนี (Downside) ไว้ที่ระดับ 1,350 จุด อย่างไรก็ตาม โอกาสที่ดัชนีจะปรับตัวหลุดระดับ 1,300 จุดนั้น จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสถานการณ์สงครามยืดเยื้อและขยายวงกว้างมากขึ้น

เศรษฐกิจไทยปีนี้ ให้กรอบ GDP เติบโต 1.5-1.8% เงินเฟ้อ มากกว่า1%โดยคาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งมาที่ 0.75% ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คาดปรับลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง แม้ว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มมาก แต่เฟดกังวลภาวะเศรษฐกิจ จะกระทบภาคแรงงาน

บริษัทฯยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทย มองว่าประเทศไทยยังคงมีความน่าสนใจในสายตานักลงทุน และมีโอกาสที่เงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติจะไหลกลับเข้ามาลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลก

ทั้งนี้ จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ทำให้บริษัทให้ความสำคัญกับการปรับพอร์ตการลงทุนและกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดรับกับภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยเน้นการลงทุนแบบคัดเลือกสินทรัพย์รายตัว (Selective Investment) เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนตามเป้าหมาย แทนการกระจายลงทุนในวงกว้างโดยขาดทิศทาง

นอกจากนี้ ยังมีการบริหารจัดการพอร์ตด้วยการคงสัดส่วนการลงทุนในกลุ่มสินทรัพย์หลักที่ดูแลอยู่ เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายการลงทุนได้ในระยะยาว UOBAM ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทย แม้เผชิญความผันผวนจากปัจจัยภายนอก พร้อมเน้นกลยุทธ์การลงทุนเชิงรุกผ่านการเลือกเฟ้นสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ กลุ่มหุ้นไทยที่น่าสนใจ ยังคงเป็นกลุ่มพลังงาน มองว่าราคาน้ำมันยืนได้เหนือ 60 ดอลลาร์สหรัฐฯ กลุ่มค้าปลีกจากภาวะเงินเฟ้อ กลุ่มปิโตรเคมี โดยในกลุ่มเหล่านี้ให้เน้นกระจายการลงทุนเพื่อให้พอร์ตมีความมั่นคงมากขึ้น

 

  • ให้กรอบทองคำ 4,500-5,000 เหรียญ/ออนซ์

ส่วนราคาทองคำ น่าจะอยู่ในกรอบ 4,500-5,000 เหรียญ/ออนซ์ คาดแกว่งไซด์เวย์ และแนวรับที่ 4,000 เหรียญ/ออนซ์

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 มี.ค. 69)