
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังได้เร่งเตรียมมาตรการในการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงานโลกที่รุนแรง โดยอยู่ระหว่างการเร่งออกแบบรายละเอียดของ “โครงการไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในเดือน พ.ค.69
โครงการดังกล่าว จะรวมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” และโครงการ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” เข้าด้วยกัน เบื้องต้นผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะสามารถใช้จ่ายผ่านร้านธงฟ้า และร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัสได้ด้วย เช่นเดียวกับผู้ที่อยู่ในโครงการคนละครึ่ง พลัส ก็จะสามารถใช้จ่ายผ่านร้านธงฟ้าได้ด้วยเช่นกัน รวมถึงจะมีการดึง AI เข้ามาเสริมทักษะของร้านค้าด้วย
“คลังจะเตรียมมาตรการที่ช่วยอุดหนุนประชาชน แทนการอุดหนุนราคาพลังงาน เพราะมองว่าเราต้องช่วยคนเป็นหลัก โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง โดยมาตรการจะมีความชัดเจนในเร็ว ๆ นี้ และโดยหลังแถลงนโยบายของรัฐบาล คาดว่าจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกทันที ซึ่งน่าจะเป็นช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ คลังจะเร่งเสนอมาตรการในการให้ความช่วยเหลือในส่วนของกระทรวงการคลังที่เตรียมไว้หลายเรื่องให้ ครม. พิจารณาทันที” นายเอกนิติ ระบุ
สำหรับมาตรการลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลนั้น นายเอกนิติ ระบุว่า การพิจารณาจะต้องสอดประสานกับกลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ส่วนจะลดในอัตราเท่าไร หรือทำขนาดไหน จะต้องพิจารณาฐานะการคลังเป็นสำคัญด้วย เพราะต้องเข้าใจว่าเงินทุกบาททุกสตางค์เป็นเงินภาษีของประชาชน การจะทุ่มทุกอย่างเข้าไปเพื่ออุ้มราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียว จะทำให้เราไม่สามารถไปช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนอย่างแท้จริงได้ เนื่องจากไม่ใช่ทุกคนที่มีรถใช้ ดังนั้นเป้าหมายหลักของรัฐบาลคือการช่วยเหลือประชาชน ไม่ใช่การอุ้มราคาน้ำมัน การดำเนินมาตรการต่าง ๆ จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดวิกฤติซ้อนวิกฤติ
“ฐานะการคลังวันนี้ ยังพอรับได้ การจัดเก็บรายได้ในช่วงที่ผ่านมา ยังเป็นไปตามเป้าหมาย ดังนั้นเรื่องการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันคงต้องขอดูรายละเอียดอีกครั้ง เพราะวันนี้เรามีกลไกหลักที่ประเทศใช้ คือ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และภาษีสรรพสามิต ซึ่งทั้ง 2 เรื่องเป็นการอุ้มราคา ดังนั้นไม่ว่าใช้กลไกอะไร ผลต่อประชาชนก็ไม่แตกต่างกัน เป็นการอุ้มราคา ช่วยคนใช้รถ แต่วันนี้รัฐบาลพยายามจะเปลี่ยน เพราะต้องยอมรับว่าพลังงานราคาถูกอาจจะเป็นเรื่องยาก เนื่องจากแหล่งพลังงานถูกทำลาย สิ่งที่รัฐบาลจะทำจากนี้ คือ การพยายามช่วยคนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เราเปลี่ยนมาช่วยคนแทน” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าว
นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า ได้มอบนโยบายให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) สื่อสารผ่านกรรมการผู้แทนกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้น (บอร์ด) ในบริษัทน้ำมันที่มีโรงกลั่น ให้เข้มงวดเรื่องการห้ามกักตุนน้ำมัน ห้ามให้น้ำมันขาดแคลน พร้อมทั้งมอบหมายให้กรมศุลกากร และกรมสรรพสามิต เข้มงวดในการปราบปรามการลักลอบนำน้ำมันในประเทศออกไปขายให้ประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำมันในประเทศ
กองทุนน้ำมันฯ ส่งหนังสือถึงคลังช่วยค้ำประกันเงินกู้ 1.5 แสนลบ. พยุงราคาในประเทศ
ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ได้ทำเรื่องเพื่อขอให้กระทรวงการคลัง ออก พ.ร.ก.ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท เพื่อช่วยพยุงราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ เป็นระยะเวลา 1 ปี จากปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ มีภาระอยู่ราว 4 หมื่นกว่าล้านบาท
โดยการขยายเพดานกู้เงินดังกล่าว จะทำให้กองทุนน้ำมันฯ มีช่องว่างในการบริหารจัดราคาน้ำมันสุดท้าย ซึ่งหากกองทุนน้ำมันฯ กู้เต็มจำนวน จะส่งผลให้ระดับหนี้สาธารณะ ปรับเพิ่มขึ้นราว 1% ของ GDP จากปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ราว 66.09% ของ GDP และหากกู้จนครบวงเงินแล้ว ก็สามารถพิจารณาขยายเพิ่มได้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในขณะนั้นด้วย โดยยืนยันว่ายังมีช่องว่างที่สามารถกู้ได้อีก 3.5 แสนล้านบาท ภายใต้เพดานหนี้สาธารณะที่ 70% ของ GDP
โดยหลังจากนี้ จะต้องมีการนำเรื่องเข้าสู่การหารือของที่ประชุมคณะกรรมการหนี้สาธารณะ เพื่อบรรจุในแผนการก่อหนี้ และทำเรื่องเสนอเข้าที่ประชุม ครม. หากผ่านความเห็นชอบ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ก็จะเริ่มกระบวนการในการจัดหาแหล่งเงินกู้ที่เหมาะสมให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงทันที
“รัฐบาลต้องดูแลราคาน้ำมันสุดท้ายให้กับประชาชน วันนี้เราใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการดูแลราคาดีเซลอยู่ราว 19 บาท/ลิตร ถ้ากองทุนน้ำมันฯ ไม่ทำอะไรเลย ประชาชนจะต้องจ่ายราคาน้ำมันดีเซลสูงถึง 59 บาท/ลิตร แต่ตอนนี้อยู่ที่ลิตรละ 40 บาทเศษ ยืนยันว่าการดูแลเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลทุกประเทศ และไทยโชคดีที่มี 2 เครื่องมือในการดูแลราคาน้ำมันสุดท้ายไม่ให้ลอยตัวโดยที่ไม่มีอะไรช่วยเลย คือ กองทุนน้ำมันฯ และภาษีสรรพสามิต” นายลวรณ กล่าว
สำหรับโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ในส่วนของคนละครึ่ง พลัสนั้น ปลัดกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า อยู่ระหว่างการออกแบบโครงการ ซึ่งกระทรวงการคลังกำลังดำเนินการเรื่องนี้อย่างเต็มที่ และจะเร่งเสนอ ครม.พิจารณาโดยเร็วที่สุด โดยส่วนตัวหวังว่าน่าจะเริ่มใช้คนละครึ่ง พลัส ได้เร็วที่สุดภายในเดือน พ.ค.69 ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้มีการลงทะเบียนใหม่ทั้งหมดได้ภายในช่วงปลายเดือน เม.ย.นี้ ยกเว้นกลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
อย่างไรก็ดี ในส่วนของมาตรการเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 100 บาทต่อเดือน รวมเป็น 400 บาทต่อเดือน เพื่อช่วยค่าครองชีพจากผลกระทบราคาน้ำมันแพงนั้น เป็นมติ ครม. เดิม ซึ่งเป็นรัฐบาลรักษาการ ซึ่งขณะนี้ได้สิ้นสภาพไปแล้ว ดังนั้น หลังจากนี้จะมีการนำมาทบทวนใหม่ว่า 100 บาทนั้นน้อยเกินไปหรือไม่ ซึ่งจะต้องดูรวมกับงบประมาณที่มี แต่ยืนยันว่าเม็ดเงินจะไม่น้อยกว่าเดิมอย่างแน่นอน และหลังจากนั้นจะเร่งเสนอให้ ครม. พิจารณาทันที
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (31 มี.ค. 69)




