เงินเฟ้อฟิลิปปินส์เดือนเม.ย.พุ่ง 7.2% สูงกว่าคาด เหตุสงครามตอ.กลางดันราคาน้ำมันสูง

สำนักงานสถิติแห่งชาติฟิลิปปินส์ (PSA) รายงานในวันนี้ (5 พ.ค.) ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สำคัญ พุ่งขึ้น 7.2% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2566 นับเป็นการตอกย้ำว่าเศรษฐกิจฟิลิปปินส์กำลังได้รับผลกระทบจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันอันเนื่องมาจากสงครามในตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ เงินเฟ้อเดือนเม.ย.อยู่ในระดับสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 5.5% และสูงกว่ากรอบคาดการณ์ของธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) ที่ระดับ 5.6-6.4%

รายงานของ PSA ระบุว่า เงินเฟ้อที่เกิดจากราคาอาหารพุ่งขึ้นแตะระดับ 6.1% ในเดือนเม.ย. จากระดับ 2.7% ในเดือนก่อนหน้า โดยราคาข้าวพุ่งขึ้น 13.7% ในเดือนเม.ย. จากระดับ 3.5% ในเดือนมี.ค.

ส่วนต้นทุนด้านการขนส่งพุ่งสูงขึ้น 21.4% ในเดือนเม.ย. จากระดับ 9.9% ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่ต้นทุนที่อยู่อาศัย น้ำประปา ไฟฟ้า ก๊าซ และเชื้อเพลิงอื่น ๆ เพิ่มขึ้น 8.2% ในเดือนเม.ย. หลังจากที่เพิ่มขึ้น 4.7% ในเดือนก่อนหน้า

สำหรับในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ ตัวเลขเงินเฟ้อเฉลี่ยของฟิลิปปินส์อยู่ที่ 3.9% ซึ่งแตะกรอบบนของเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้ที่ 2%-4%

ข้อมูลดังกล่าวตอกย้ำถึงความท้าทายที่ธนาคารกลางฟิลิปปินส์กำลังเผชิญ หลังจากที่ธนาคารกลางได้ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 4.5% ในการประชุมเมื่อวันที่ 23 เม.ย. ซึ่งเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 2 ปี โดยมีเป้าหมายเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ

ในการประชุมครั้งนี้ ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อเฉลี่ยสำหรับปี 2569 และ 2570 ขึ้นสู่ระดับ 6.3% และ 4.3% ตามลำดับ เนื่องจากราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้นเริ่มส่งผลกระทบต่อเนื่องในระบบเศรษฐกิจ

ด้าน อีไล เรโมโลนา ผู้ว่าการธนาคารกลางฟิลิปปินส์ส่งสัญญาณว่า ธนาคารกลางมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเล็กน้อยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอันเนื่องมาจากวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันโลก

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 พ.ค. 69)