สหรัฐฯ-อิหร่านเปิดศึกระลอกใหม่ ชิงอำนาจคุมช่องแคบฮอร์มุซ

สหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากโจมตีระลอกใหม่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (4 พ.ค.) เพื่อแย่งชิงอำนาจควบคุมช่องแคบฮอร์มุซผ่านการใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลตอบโต้กันไปมา ส่งผลให้ข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางต้องสั่นคลอนอีกครั้ง

ชนวนเหตุของการระดมยิงขีปนาวุธและโดรนในครั้งนี้เริ่มจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ พยายามผลักดันปฏิบัติการ “โปรเจกต์ฟรีดอม” (Project Freedom) เพื่อนำเรือบรรทุกน้ำมันและเรือพาณิชย์ที่ติดค้างให้สามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ ซึ่งเส้นทางยุทธศาสตร์การค้าพลังงานแห่งนี้แทบจะถูกปิดตายนับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อเดือนก.พ. ที่ผ่านมา

เหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาปรากฏรายงานเหตุระเบิดและเพลิงไหม้บนเรือพาณิชย์หลายลำในอ่าวเปอร์เซีย โดยทางสหรัฐฯ ระบุว่าสามารถทำลายเรือทหารขนาดเล็กของอิหร่านได้ 6 ลำ ขณะที่อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธโจมตีท่าเรือน้ำมันแห่งหนึ่งในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ จนเกิดเพลิงไหม้

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกที่มีการใช้กำลังทหารเพื่อเปิดเส้นทางการขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลกนับตั้งแต่ประกาศหยุดยิงเมื่อเดือนก่อน ซึ่งทางกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ยืนกรานว่า เรือทุกลำจะผ่านเส้นทางนี้ได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากอิหร่านเท่านั้น ขณะเดียวกัน ค่าประกันภัยการขนส่งทางเรือก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากกองทัพเรือสหรัฐฯ ใช้มาตรการปิดล้อมการค้าทางทะเลของอิหร่านต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ซึ่งทางอิหร่านถือว่าการกระทำนี้คือการประกาศสงคราม

อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการล่าสุดของ ปธน.ทรัมป์ดูจะส่งผลตรงกันข้ามในระยะแรก เนื่องจากไม่มีเรือพาณิชย์ลำใดเพิ่มจำนวนการสัญจร แต่กลับเป็นการยั่วยุให้อิหร่านแสดงกำลังตามที่เคยขู่ไว้ ว่าจะโจมตีประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นที่ตั้งของทหารสหรัฐฯ หากมีการยกระดับความรุนแรง ซึ่งบริษัทเดินเรือรายใหญ่ระบุว่า จะรอให้มีการตกลงยุติความเป็นปรปักษ์อย่างเป็นทางการก่อนจึงจะเริ่มเดินทางผ่านช่องแคบอีกครั้ง

ด้านอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ชี้ว่าเหตุการณ์นี้พิสูจน์ให้เห็นว่าวิกฤตครั้งนี้ไม่มีทางออกด้วยวิธีการทางทหาร พร้อมระบุว่าการเจรจาสันติภาพโดยมีปากีสถานเป็นตัวกลางกำลังมีความคืบหน้า และเตือนสหรัฐฯ กับ UAE อย่าปล่อยให้ผู้ไม่ประสงค์ดีลากเข้าไปในวังวนแห่งความขัดแย้งที่ยากจะถอนตัว

แม้ทางอิหร่านจะปฏิเสธว่าไม่มีเรือลำใดผ่านช่องแคบได้ในช่วงไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา แต่กองทัพสหรัฐฯ กลับเปิดเผยว่ามีเรือพาณิชย์ของสหรัฐฯ 2 ลำแล่นผ่านสำเร็จโดยมีเรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถีคุ้มกัน ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของบริษัทเมอส์ก (Maersk) ที่ระบุว่าเรือ Alliance Fairfax ซึ่งชักธงสหรัฐฯ ได้แล่นออกจากอ่าวเปอร์เซียผ่านช่องแคบฮอร์มุซภายใต้การคุ้มกันของทหารสหรัฐฯ เมื่อวันจันทร์

ขณะเดียวกัน พลเรือเอก แบรด คูเปอร์ ผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐฯ ในภูมิภาค ยืนยันว่ากองเรือของตนทำลายเรือเล็กของอิหร่านไป 6 ลำ แต่ทางอิหร่านได้ปฏิเสธคำกล่าวอ้างนี้

ทางด้านทางการอิหร่านได้เผยแพร่แผนที่แสดงพื้นที่ทางทะเลที่อยู่ภายใต้การควบคุมของตน ซึ่งขยายอาณาเขตเลยช่องแคบออกไปจนครอบคลุมแนวชายฝั่งของ UAE เป็นระยะทางยาว

นอกจากนี้ ยังมีรายงานความเสียหายจากเรือชาติอื่น โดยเกาหลีใต้ระบุว่าเรือพาณิชย์ HMM Namu เกิดเหตุระเบิดและเพลิงไหม้ในห้องเครื่องขณะอยู่ในช่องแคบ แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าเกิดจากการถูกโจมตีหรือเป็นอุบัติเหตุภายในเรือ ขณะที่สำนักงานปฏิบัติการการค้าทางทะเลแห่งสหราชอาณาจักร (UKMTO) รายงานว่ามีเรือ 2 ลำถูกโจมตีบริเวณนอกชายฝั่ง UAE และบริษัทน้ำมัน ADNOC ของ UAE ระบุว่าเรือบรรทุกน้ำมันเปล่า 1 ลำถูกโดรนของอิหร่านโจมตี

ในส่วนของ UAE ได้ระบุว่าการโจมตีของอิหร่านตลอดทั้งวัน รวมถึงเหตุเพลิงไหม้ที่ท่าเรือน้ำมันสำคัญอย่างฟูไจราห์ ถือเป็นการยกระดับความรุนแรงที่อันตราย และทาง UAE สงวนสิทธิ์ในการตอบโต้ ทั้งนี้ ท่าเรือฟูไจราห์ตั้งอยู่เลยช่องแคบฮอร์มุซออกไป จึงเป็นหนึ่งในไม่กี่เส้นทางส่งออกน้ำมันของตะวันออกกลางที่ไม่ต้องผ่านช่องแคบดังกล่าว

ขณะเดียวกัน สถานีโทรทัศน์รัฐบาลอิหร่านยืนยันว่า การโจมตี UAE ในครั้งนี้เป็นการตอบโต้ “นโยบายบุ่มบ่ามของกองทัพสหรัฐฯ” โดยก่อนหน้านี้อิหร่านระบุว่าได้ยิงใส่เรือรบสหรัฐฯ ที่พยายามเข้าใกล้ช่องแคบจนเรือต้องหันหลังกลับ ซึ่งตอนแรกรายงานว่าเรือรบถูกยิง แต่ภายหลังเจ้าหน้าที่อิหร่านแก้ไขข้อมูลว่าเป็นการยิงเตือนเท่านั้น

จากสถานการณ์ที่ตึงเครียด ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นกว่า 5% ท่ามกลางการซื้อขายที่ผันผวน โดยกองบัญชาการทหารสูงสุดของอิหร่านได้แจ้งให้เรือพาณิชย์และเรือบรรทุกน้ำมันทุกลำต้องประสานงานกับกองทัพอิหร่านก่อนเดินทาง พร้อมคำเตือนว่า “เราขอเตือนว่า กองกำลังต่างชาติ โดยเฉพาะกองทัพสหรัฐฯ ที่ก้าวร้าว หากคิดจะรุกล้ำหรือฝ่าช่องแคบฮอร์มุซเข้ามา จะถูกโจมตีอย่างแน่นอน”

ทั้งนี้ สหรัฐฯ และอิสราเอลได้ระงับการทิ้งระเบิดโจมตีอิหร่านมาแล้ว 4 สัปดาห์ และมีการเจรจาสันติภาพแบบพบหน้ากัน 1 รอบ แต่ความพยายามในการนัดหมายการประชุมครั้งต่อ ๆ มายังคงประสบความล้มเหลว

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 พ.ค. 69)