ราคาอาหารโลกเพิ่มติดต่อกันเดือนที่ 3 หลังวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซดันต้นทุนการผลิตพุ่ง

ราคาอาหารโลกปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันในเดือนเม.ย. โดยปัจจัยหลักมาจากราคาน้ำมันพืชที่พุ่งขึ้น รวมถึงราคาธัญพืชและข้าวที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางกระทบเส้นทางขนส่งสำคัญและผลักดันต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้น

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) รายงานดัชนีราคาอาหารโลกเดือนเม.ย. เฉลี่ยอยู่ที่ 130.7 จุด เพิ่มขึ้น 1.6% จากเดือนมี.ค. และสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว 2%

แม็กซิโม โทเรโร หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ FAO กล่าวว่า ระบบอาหารเกษตรทั่วโลกยังคงแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่น แม้จะเผชิญกับการหยุดชะงักอันเนื่องมาจากวิกฤตการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันพืชปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรง เนื่องจากราคาน้ำมันดิบพุ่งสูง ซึ่งส่งผลให้น้ำมันชีวภาพเป็นที่ต้องการเพิ่มมากขึ้น

ดัชนีราคาน้ำมันพืชเดือนเม.ย. พุ่งขึ้น 5.9% จากเดือนมี.ค. แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค. 2565 เนื่องจากราคาน้ำมันปาล์ม ถั่วเหลือง ทานตะวัน และน้ำมันเรพซีดต่างปรับตัวสูงขึ้นทั้งหมด

ด้านดัชนีราคาธัญพืชปรับตัวขึ้น 0.8% เมื่อเทียบเป็นรายเดือน สะท้อนถึงราคาข้าวสาลีและข้าวโพดที่สูงขึ้น ขณะที่ดัชนีราคาข้าว พุ่งขึ้น 1.9% เนื่องจากราคาน้ำมันดิบและอนุพันธ์ผลักดันต้นทุนการผลิตและการตลาดในประเทศผู้ส่งออกข้าวให้ปรับตัวสูงขึ้น

ดัชนีราคาเนื้อสัตว์ทำสถิติสูงสุดระดับใหม่ในเดือนเม.ย. โดยเพิ่มขึ้น 1.2% จากเดือนมี.ค. และพุ่งขึ้น 6.4% เมื่อเทียบเป็นรายปี นำโดยราคาเนื้อวัว

อย่างไรก็ดี ดัชนีราคาผลิตภัณฑ์นมและน้ำตาลสวนทางกับหมวดอื่น โดยราคาผลิตภัณฑ์นมลดลง 1.1% และราคาน้ำตาลร่วงลง 4.7% จากความคาดหวังว่าอุปทานในตลาดโลกจะมีเพียงพอ

นอกจากนี้ FAO ยังได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การผลิตธัญพืชทั่วโลกในปี 2568 เป็น 3.04 พันล้านตัน ซึ่งเพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ปรับลดคาดการณ์ผลผลิตข้าวสาลีในปี 2569 ลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 817 ล้านตัน

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 พ.ค. 69)