เอเซีย พลัส ชี้ตลาดหุ้นโฟกัส”ทรัมป์”เยือนจีน เตือน SET เสี่ยง MSCI หั่นน้ำหนัก ชูกลยุทธ์สลับเก็บหุ้นเปิดเมือง-ปันผลสูง

บล.เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินทิศทางตลาดการลงทุนโลกว่า ราคาน้ำมันดิบยังคงตึงตัวและยืนอยู่ในระดับสูง โดยล่าสุดราคาน้ำมันดิบ WTI ยืนเหนือระดับ 98 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สาเหตุหลักมาจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณแข็งกร้าวด้วยการปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิงล่าสุดของอิหร่าน ทำให้การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงหยุดชะงัก

แรงกระแทกจากสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 3 ได้ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อทั่วโลกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะจีนที่ดัชนีเงินเฟ้อภาคการผลิต (PPI) เดือน เม.ย.69 เร่งตัวขึ้นแรงสุดในรอบกว่า 4 ปี สู่ระดับ +2.8% YoY (สูงกว่าคาดการณ์ที่ 1.8%) ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไป (CPI) เพิ่มขึ้น +1.2% YoY

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับดู “ชินชา” และมองข้ามความกังวลด้านสงครามและเงินเฟ้อ โดยยังคงได้รับแรงหนุนจากความเชื่อมั่นในธีม AI รวมถึงปัจจัยสำคัญที่ตลาดจับตาคือ การเดินทางเยือนจีนครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในวันที่ 13-15 พ.ค.69 ซึ่งทำเนียบขาวได้เชิญผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทขนาดใหญ่ร่วมคณะไปด้วย อาทิ Elon Musk (Tesla), Tim Cook (Apple) และ Kelly Ortberg (Boeing)

ขณะที่เงินเฟ้อไทยส่อแววพุ่งทะลุ 4% – ลุ้นรัฐงัด พ.ร.ก. 4 แสนล้านกู้วิกฤต สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศไทย บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่าเงินเฟ้อไทยกำลังเร่งตัวขึ้นตามทิศทางโลก โดยคาดการณ์ว่าหากดัชนี CPI เดือน พ.ค. ขยายตัว 1.0% MoM และทรงตัวในช่วงที่เหลือของปี อาจส่งผลให้เงินเฟ้อไทยพุ่งขึ้นไปยืนอยู่บริเวณ 3.6-4.1% (แต่หากไม่ขยายตัวเลยในช่วงที่เหลือของปี จะทรงตัวที่ 2.6-2.8%) ด้วยภาวะเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง คาดว่าทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะยังคงทรงตัวอยู่บริเวณ 1.0% เพื่อรองรับความไม่แน่นอน ส่งผลให้เศรษฐกิจต้องฝากความหวังไว้กับนโยบายการคลังเพิ่มเติม โดยต้องจับตาการใช้ พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาท, โครงการไทยช่วยไทยพลัส (คาดเข้า ครม. 19 พ.ค. 2026) และกองทุน TFFIF เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจในยุควิกฤตพลังงาน

ฝ่ายวิจัย ยังระบุว่า ตลาดหุ้นโลกที่ปรับตัวขึ้นมาทำจุดสูงสุดใหม่ (All Time High) เริ่มเห็นสัญญาณพักฐาน จากเครื่องมือทางเทคนิคที่เข้าสู่ภาวะซื้อมากเกินไป (RSI Overbought) และเกิดสัญญาณขัดแย้งเชิงลบ (Bearish Divergence) ซึ่งจากสถิติในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา หากเกิดสัญญาณนี้ ตลาดหุ้นโลกมักจะย่อตัวลงในช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังต้องระมัดระวังแรงกดดันจากการประกาศ Rebalance น้ำหนักดัชนี MSCI ในคืนนี้ (12 พ.ค.) โดยดัชนี SET มีโอกาสถูกลดน้ำหนักการลงทุน เนื่องจากในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นเพื่อนบ้านอย่างเกาหลีใต้ (+38%), ไต้หวัน (+30%) และจีน (+5%) ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง ซึ่งทั้ง 3 ประเทศนี้มีสัดส่วนรวมกันสูงถึง 66% ของดัชนี MSCI Emerging Market

กลยุทธ์การลงทุน: บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้ใช้กลยุทธ์เดิมคือ “ขายทำกำไรหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมาแรง” และให้หันมาทยอยสะสมหุ้นกลุ่มเปิดเมือง (Re-opening) ที่ราคาชะลอการลงและเตรียมฟื้นตัว ได้แก่ BDMS, BH, CENTEL, ERW, MINT, CPAXT, CPALL และ CBG รวมถึงหุ้นปันผลสูง ได้แก่ KTB, BBL และ KBANK โดยมีหุ้นเด่น (Prime Picks) ประจำวันคือ BBL, COM7 และ BDMS

ด้านประเด็นการลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติม: ฝ่ายวิจัยชี้ว่า PHOTONICS คือ Mega Trend ถัดไปของ AI เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนผ่านจากระบบไฟฟ้ามาสู่การใช้ “แสง” เพื่อส่งข้อมูลใน Data Center ซึ่งจะช่วยทะลุขีดจำกัดด้านแบนด์วิดท์และประหยัดพลังงาน แนะนำหุ้นเด่นในกลุ่มนี้ ได้แก่ LUMENTUM (LITE US) ที่เตรียมถูกนำเข้าคำนวณในดัชนี NASDAQ-100 ในวันที่ 18 พ.ค. 2026 นี้ รวมถึง COHERENT (COHR US), SUMITOMO ELECTRIC (5802 JP) และ ZHONGJI INNOLIGHT (DR: ZJINNO80)

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 พ.ค. 69)