
บริษัทวิจัย Kpler เปิดเผยว่า ปริมาณการขนส่งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมผ่านคลองปานามาในเดือนเม.ย.พุ่งขึ้นมากกว่า 70% เมื่อเทียบกับปีก่อน หลังช่องแคบฮอร์มุซแทบไม่สามารถใช้งานได้ ทำให้ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันในเอเชียเร่งหาน้ำมันจากสหรัฐฯ มาทดแทน
ข้อมูลระบุว่า ปริมาณการขนส่งน้ำมันผ่านคลองปานามาในเดือนเม.ย.เฉลี่ยอยู่ที่ 1.77 ล้านบาร์เรลต่อวัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยรายวันของปี 2568 ถึง 74% และเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูลในปี 2556
ขณะเดียวกัน ปริมาณการขนส่งน้ำมันที่มุ่งหน้าไปยังญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่า สู่ระดับ 260,000 บาร์เรลต่อวันในช่วงเวลาเดียวกัน
โดยปกติ การขนส่งน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ ไปยังเอเชียมักใช้เรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่มาก (VLCC) ซึ่งไม่สามารถผ่านคลองปานามาได้ จึงต้องอ้อมผ่านแหลมกู๊ดโฮปทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา แม้จะใช้เวลานานกว่า แต่มีต้นทุนต่ำกว่า
อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้หลายประเทศในเอเชียที่พึ่งพาพลังงานจากภูมิภาคดังกล่าว เช่น ญี่ปุ่นและจีน เร่งนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ เพื่อทดแทนอุปทานที่หายไป โดยหันมาใช้เรือบรรทุกน้ำมันขนาดเล็กและขนาดกลางที่สามารถผ่านคลองปานามาได้
แม้ในภาวะปกติ คลองปานามาก็มีเรือคอนเทนเนอร์ เรือขนส่งรถยนต์ เรือบรรทุกก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) และเรือสินค้าเทกองสัญจรอย่างหนาแน่นอยู่แล้ว ขณะที่ข้อจำกัดของระบบประตูน้ำทำให้คลองรองรับจำนวนเรือได้จำกัดในแต่ละวัน
การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของเรือบรรทุกน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจึงเริ่มทำให้เกิดความแออัดในการสัญจรผ่านคลองปานามามากขึ้น
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 พ.ค. 69)





