In Focus : ส่องวาระร้อนบนโต๊ะเจรจาซัมมิต “ทรัมป์–สี” ลุ้นสางปมการค้า-ไต้หวัน

ทั่วโลกกำลังนับถอยหลังสู่การประชุมสุดยอดแห่งปีระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ที่จะเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ กรุงปักกิ่ง ระหว่างวันที่ 14–15 พฤษภาคมนี้ ท่ามกลางความตึงเครียดที่สั่งสมระหว่างสองมหาอำนาจ ทั้งสงครามการค้าที่ลากยาวมานับปี การแข่งขันด้านเทคโนโลยีและ AI ที่ทวีความเข้มข้นขึ้น รวมถึงประเด็นร้อนระอุอย่างไต้หวัน ไปจนถึงสงครามอิหร่าน

In Focus สัปดาห์นี้ขอชวนผู้อ่านไปสอดส่องและคาดการณ์วาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้ รวมถึงแรงต่อรองที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังโต๊ะเจรจา ว่าอะไรมีโอกาสคลี่คลาย และอะไรอาจยกระดับการปะทะระหว่างสองมหาอำนาจโลกให้ร้อนแรงยิ่งขึ้นกว่าเดิม

กำหนดการซัมมิตทรัมป์-สี

การเยือนจีนครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของผู้นำสหรัฐฯ ในรอบเกือบ 10 ปี ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่เปราะบางระหว่างสองมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก โดยประธานาธิบดีทรัมป์มีกำหนดเดินทางถึงกรุงปักกิ่งในคืนวันพุธที่ 13 พ.ค. ก่อนที่การประชุมสุดยอดอย่างเป็นทางการกับประธานาธิบดีสี จะเริ่มขึ้นในเช้าวันที่ 14 พ.ค. ณ มหาศาลาประชาชน ทางฝั่งตะวันตกของจัตุรัสเทียนอันเหมิน

ทำเนียบขาวเผยว่า หลังเสร็จสิ้นการหารือวันแรก ผู้นำทั้งสองจะร่วมเยี่ยมชมหอสักการะฟ้าเทียนถาน (Temple of Heaven) ในช่วงบ่าย ก่อนเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองแห่งรัฐ ส่วนในวันถัดไป ทรัมป์จะร่วมรับประทานอาหารกลางวันเพื่อหารือข้อราชการกับสี ก่อนเดินทางออกจากจีน

เดิมที การประชุมมีกำหนดจัดขึ้นตั้งแต่เดือน มี.ค. แต่ถูกเลื่อนออกไป หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจและตลาดพลังงานโลก

ทรัมป์ขนทัพซีอีโอบิ๊กเนมร่วมคณะ

ทรัมป์เตรียมนำคณะผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทชั้นนำของสหรัฐฯ ราว 17 รายร่วมเดินทาง ครอบคลุมทั้งภาคเทคโนโลยี พลังงาน และการเงิน ท่ามกลางความคาดหวังต่อการบรรลุข้อตกลงทางธุรกิจกับบริษัทจีน

รายชื่อซีอีโอที่ร่วมคณะประกอบด้วย ทิม คุก จากแอปเปิ้ล (Apple), อีลอน มัสก์ จากเทสลา (Tesla) และสเปซเอ็กซ์ (SpaceX), เคลลี ออร์ตเบิร์ก ซีอีโอของโบอิ้ง (Boeing) และแลร์รี ฟิงค์ จากแบล็คร็อค (BlackRock) พร้อมด้วยผู้บริหารจากบริษัทการเงิน เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมรายใหญ่อีกหลายแห่ง อาทิ เมตา (Meta), ควอลคอมม์ (Qualcomm), แบล็กสโตน (Blackstone), วีซ่า (Visa), เจพีมอร์แกน (JPMorgan), คาร์กิลล์ (Cargill), ซิตี้กรุ๊ป (Citigroup), โกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs), มาสเตอร์การ์ด (Mastercard), ซิสโก้ (Cisco), จีอี แอโรสเปซ (GE Aerospace), อิลลูมินา (Illumina) และไมครอน (Micron)

ล่าสุด ชื่อของ เจนเซน หวง ซีอีโอของอินวิเดีย (Nvidia) ปรากฏอยู่ในรายชื่อผู้บริหารที่จะร่วมคณะเดินทางในช่วงนาทีสุดท้าย หลังจากก่อนหน้านี้มีรายงานว่าเขาจะไม่ได้ร่วมทริปนี้ด้วย โดยข่าวการร่วมคณะเยือนจีนของซีอีโออินวิเดียได้รับความสนใจจากตลาดเป็นอย่างมาก เนื่องจากอินวิเดียกำลังพยายามขยายยอดขายชิป AI ในจีน แม้ยังเผชิญข้อจำกัดด้านการส่งออกของสหรัฐฯ โดยบริษัทกำลังขออนุมัติเพื่อจำหน่ายหน่วยประมวลผล H200 ให้แก่ลูกค้าในจีน

จีนขีด 4 เส้นแดงก่อนถึงโต๊ะเจรจา

สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ในวันพุธ (13 พ.ค.) เรียกร้องให้สหรัฐฯ หลีกเลี่ยงการหยิบยกประเด็นอ่อนไหว 4 ประการในการหารือ ได้แก่ ประเด็นไต้หวัน ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน แนวทางการพัฒนาและระบบการเมือง และสิทธิในการพัฒนาของจีน

การประกาศดังกล่าวก่อนการประชุมเพียงหนึ่งวัน สะท้อนให้เห็นว่าปักกิ่งต้องการขีดกรอบและกำหนดบรรยากาศการเจรจาไว้ล่วงหน้า ก่อนที่ผู้นำทั้งสองจะเผชิญหน้ากัน

จับตาต่ออายุพักรบการค้า

หนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตามากที่สุดของการประชุมครั้งนี้คือ ความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ และจีนจะขยายเวลาพักรบทางการค้าออกไปเพิ่มเติม หลังทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงชั่วคราวเมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งจีนให้คำมั่นเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะถั่วเหลือง ขณะที่สหรัฐฯ ปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าจีนบางส่วน

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างทั้งสองฝ่ายยังคงดำเนินต่อไป จีนต้องการรักษาการเข้าถึงเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ รวมถึงผ่อนคลายมาตรการควบคุมการส่งออก ขณะเดียวกันยังถือ “ไพ่สำคัญ” อย่างแร่หายาก ซึ่งสามารถใช้เป็นเครื่องมือกดดันสหรัฐฯ ได้ทุกเมื่อ

จ้าว หมิงห่าว นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยฟูตั้น มองว่า แม้ทั้งสองประเทศอาจประกาศขยายเวลาพักรบในการประชุมครั้งนี้ แต่ก็ไม่น่าจะหมายถึงการยุติสงครามการค้าอย่างถาวร เนื่องจากต่างฝ่ายต่างยังคงใช้มาตรการทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือต่อรองระหว่างกัน

ลุ้นดีลการค้าใหม่

นอกเหนือจากการต่ออายุพักรบทางการค้า การประชุมครั้งนี้ยังถูกจับตาในฐานะเวทีผลักดันข้อตกลงใหม่ฉบับ โดยทำเนียบขาวระบุว่า สหรัฐฯ และจีนตั้งเป้าบรรลุข้อตกลงในหลายอุตสาหกรรม ได้แก่ การบินและอวกาศ เกษตรกรรม และพลังงาน

หนึ่งในดีลที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือการเจรจาระหว่างจีนกับโบอิ้ง ซึ่งอาจรวมถึงการสั่งซื้อเครื่องบิน 737 Max สูงสุดถึง 500 ลำ พร้อมเครื่องบินลำตัวกว้างอีกหลายสิบลำ หากเกิดขึ้นจริง จะถือเป็นคำสั่งซื้อครั้งใหญ่ที่สุดจากจีนในรอบหลายปี และเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย

ในฝั่งสินค้าโภคภัณฑ์ สหรัฐฯ กดดันให้จีนเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรและพลังงาน เพื่อลดความไม่สมดุลทางการค้า โดยต้องการให้จีนซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ อย่างน้อยปีละ 25 ล้านตันจนถึงปี 2571 รวมถึงเพิ่มการนำเข้าเนื้อวัว สัตว์ปีก น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ

ด้านนักวิเคราะห์มองว่าจีนอาจเสนอข้อตกลงทางการค้าระยะยาวที่มีเสถียรภาพ ในลักษณะใบอนุญาตแบบครอบคลุม เพื่อเปิดทางให้สหรัฐฯ เข้าถึงแร่หายากและแม่เหล็กจากแร่หายาก ตราบใดที่ไม่นำไปใช้ในทางทหาร ซึ่งจะเป็นการนำ “ไพ่แร่หายาก” ของจีนมาแลกกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ไต้หวัน วาระที่ “ต้องคุย”

ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ มุ่งให้ความสำคัญกับการหารือด้านการค้าและเศรษฐกิจ แต่ดูเหมือนจีนจะให้ความสำคัญกับประเด็นไต้หวันเป็นอันดับแรก ภายใต้จุดยืนที่ว่าเกาะแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของดินแดนตน

สองสัปดาห์ก่อนการประชุม หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน แจ้งต่อมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ว่า แม้ความสัมพันธ์ทวิภาคีโดยรวมยังมีเสถียรภาพ แต่ประเด็นไต้หวันยังคงเป็น “ความเสี่ยงใหญ่ที่สุด” ต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ก่อนที่โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนจะยืนยันอีกครั้งเมื่อวันอังคาร (12 พ.ค.) ว่า ไต้หวันจะเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของการหารือ

เจ้าหน้าที่ระดับสูงจีนหลายรายระบุว่า ปธน.สี อาจใช้โอกาสนี้กดดันให้ทรัมป์ยุติการขายอาวุธให้แก่ไต้หวัน โดยเมื่อเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ประกาศขายอาวุธให้ไต้หวันมูลค่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ และอยู่ระหว่างพิจารณาแพ็กเกจเพิ่มเติมที่อาจมีมูลค่าเกิน 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งมีการชะลอการอภิปรายในสภาคองเกรสเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อบรรยากาศการประชุม

ท่าทีของจีนที่เรียกร้องให้สหรัฐฯ ทบทวนการขายอาวุธให้ไต้หวัน สอดคล้องกับถ้อยแถลงของปธน.ทรัมป์ เมื่อวันจันทร์ (11 พ.ค.) เมื่อถูกถามถึงประเด็นดังกล่าว ว่า “ประธานาธิบดีสีคงไม่ต้องการให้เราทำเช่นนั้น และผมจะหารือในเรื่องนี้”

นอกจากประเด็นอาวุธ เจ้าหน้าที่จีนยังได้เรียกร้องให้สหรัฐฯ ปรับจุดยืนเชิงนโยบายต่อไต้หวัน โดยต้องการให้ทรัมป์ประกาศว่าสหรัฐฯ “คัดค้าน” เอกราชไต้หวัน แทนถ้อยคำเดิมที่มีลักษณะเป็นกลางมากกว่า ซึ่งทำให้ทั้งเจ้าหน้าที่ในไต้หวันและบางส่วนในสหรัฐฯ กังวลว่า ทรัมป์อาจยอมปรับถ้อยคำตามแรงกดดันดังกล่าว

ส่วนจ้าว หมิงห่าว นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยฟูตั้น มองว่า หนึ่งในแนวทางที่เป็นไปได้คือ ทั้งจีนและสหรัฐฯ อาจใช้ยุทธศาสตร์ “ยับยั้งกันและกัน” เช่น สหรัฐฯ ลดการขายอาวุธให้ไต้หวัน แลกกับการที่จีนลดการซ้อมรบใกล้ไต้หวันลงเช่นกัน

AI ในสมการเจรจา

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังถูกจับตาว่าอาจเป็นหนึ่งในประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ที่แฝงอยู่ในการเจรจา เนื่องจากเกี่ยวพันโดยตรงกับทั้งการค้า เทคโนโลยี และความมั่นคง

แกนกลางของความตึงเครียดอยู่ที่ “ชิปประมวลผลขั้นสูง” ซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนา AI โดยสหรัฐฯ ยังคงจำกัดการส่งออกชิปและเทคโนโลยีไปยังจีน เพื่อควบคุมการเข้าถึงเทคโนโลยีระดับสูง ขณะที่จีนมองว่านั่นคืออุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ ท่ามกลางการลงทุนอย่างหนักทั้งด้าน AI และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์

แม้สหรัฐฯ จะมีความได้เปรียบในด้านชิปประมวลผลขั้นสูง แต่จีนถือแต้มต่อสำคัญในห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก ซึ่งเป็นวัตถุดิบจำเป็นต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมถึงการผลิตชิปและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยจีนครองการแปรรูปแร่หายากราว 90% ของโลก ทำให้ทรัพยากรดังกล่าวกลายเป็นเครื่องมือต่อรองที่ทรงพลังบนโต๊ะเจรจา

ทั้งนี้ แม้ผู้นำทั้งสองอาจมีเวลาไม่มากพอสำหรับข้อตกลงที่เป็นรูปธรรม แต่ทิศทางการเจรจาหนนี้อาจกำหนดสมดุลอำนาจในสนามเทคโนโลยีไปอีกหลายปีข้างหน้า

สงครามอิหร่าน

ประเด็นอิหร่านถูกจับตาว่าจะเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญของการหารือ โดยหลายฝ่ายคาดว่าทรัมป์อาจขอให้จีนช่วยโน้มน้าวอิหร่านให้บรรลุข้อตกลงและยุติสงคราม เนื่องจากจีนเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดและเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของอิหร่าน

ก่อนหน้านี้ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุว่า การหารือจะครอบคลุมประเด็นความมั่นคงในตะวันออกกลาง พร้อมเรียกร้องให้จีนเข้าร่วมปฏิบัติการระหว่างประเทศเพื่อดูแลความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่กล่าวหาว่าการที่จีนซื้อน้ำมันจากอิหร่านอย่างต่อเนื่องเท่ากับเป็นการสนับสนุนทางอ้อมต่อกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับการก่อการร้าย

ด้านจีนพยายามรักษาบทบาทในฐานะผู้ประสานงานเพื่อคลี่คลายความตึงเครียดในภูมิภาค โดยภายหลังการเยือนปักกิ่งของอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เมื่อสัปดาห์ก่อน จีนเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการสู้รบโดยสมบูรณ์ ขณะเดียวกันก็ยืนยันการสนับสนุนสิทธิของอิหร่านในการใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ ควบคู่กับการไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าจีนยังคงใช้ความระมัดระวังและไม่เข้าไปมีส่วนร่วมเชิงลึก โดยเฮนเรียตตา เลวิน นักวิจัยอาวุโสจาก CSIS กรุงวอชิงตัน กล่าวสรุปอย่างได้ใจความว่า “ผมไม่คิดว่าจีนจะสนใจแก้ปัญหาที่สหรัฐฯ สร้างขึ้นเองในตะวันออกกลาง”

จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่าซัมมิตทรัมป์-สีจะนำไปสู่ผลลัพธ์รูปแบบใด หรือสามารถคลี่คลายความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจ ตลอดจนภูมิรัฐศาสตร์โลก ได้มากน้อยเพียงใด แต่ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาในทิศทางใด แรงสั่นสะเทือนจากโต๊ะเจรจาครั้งนี้ย่อมไม่หยุดอยู่แค่ในห้องประชุม และอาจกลายเป็นจุดชี้ชะตาทิศทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 พ.ค. 69)