
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดวันที่ 2 ณ กรุงปักกิ่งในวันนี้ (15 พ.ค.) ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ที่ว่า สองชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกจะสามารถบรรลุข้อตกลงทางธุรกิจ ซึ่งรวมถึงการที่จีนจะซื้อถั่วเหลืองล็อตใหญ่จากสหรัฐฯ
ปธน.สีได้ให้การต้อนรับปธน.ทรัมป์ที่ จงหนานไห่ ซึ่งเป็นเขตที่ทำการผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนในกรุงปักกิ่ง โดยผู้นำทั้งสองจะหารืออย่างต่อเนื่องระหว่างการดื่มน้ำชาและรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน
ผู้นำทั้งสองได้ทักทายกันเป็นเวลากว่า 10 นาที และเดินเข้าไปในเขตจงหนานไห่ด้วยกัน โดยปธน.ทรัมป์ได้กล่าวชื่นชมดอกกุหลาบที่ปลูกภายในพื้นที่ดังกล่าวว่าเป็น “กุหลาบที่สวยงามที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา” ขณะที่ปธน.สีได้บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของสถานที่แห่งนี้ผ่านทางล่าม พร้อมทั้งเสนอที่จะส่งเมล็ดพันธุ์ดอกกุหลาบให้แก่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ด้วย
หลังจากผู้นำทั้งสองได้หารือกันหลายประเด็นในการประชุมวันแรกเป็นเวลาสองชั่วโมงเมื่อวานนี้ (14 พ.ค.) ซึ่งครอบคลุมถึงเรื่องการค้า อนาคตของไต้หวัน และสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ คาดว่าปธน.ทรัมป์และปธน.สีจะหยิบยกประเด็นต่าง ๆ ขึ้นมาหารือต่อเนื่องในวันนี้ เช่น การขยายเวลาพักรบทางการค้าที่ยังคงเปราะบาง หลังจากทั้งสองฝ่ายได้ตกลงขยายเวลาพักรบทางการค้าเป็นเวลา 1 ปีเมื่อเดือนต.ค.ปีที่แล้ว
กระทรวงการต่างประเทศของจีนเปิดเผยว่า ปธน.สีได้เน้นย้ำในระหว่างการประชุมเมื่อวานนี้ว่า ความสัมพันธ์ทวิภาคีทางเศรษฐกิจนั้น “เป็นการเอื้อประโยชน์ต่อกันและมีลักษณะที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ (win-win)” นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังขานรับ “ผลลัพธ์ที่เป็นบวกและมีความสมดุลโดยรวม” จากการเจรจาด้านการค้าในนาทีสุดท้ายระหว่างตัวแทนของจีนและสหรัฐฯ ซึ่งจัดขึ้นที่เกาหลีใต้ก่อนเริ่มการประชุมสุดยอดครั้งนี้
สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNBC ว่า จีนและสหรัฐฯ จะหารือกันเกี่ยวกับการจัดตั้งคณะกรรมการด้านการลงทุนที่จะรับผิดชอบการลงทุนในภาคส่วนที่ไม่อ่อนไหว และเขาคาดหวังว่าจีนจะสั่งซื้อเครื่องบินลอตใหญ่จากบริษัทโบอิ้ง (Boeing)
นอกจากนี้ เบสเซนต์กล่าวว่า สหรัฐฯ และจีนจะกำหนดระเบียบปฏิบัติเพื่อผลักดันความก้าวหน้าด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างปลอดภัย โดยทั้งสองประเทศถือเป็นคู่แข่งกันในการพัฒนาเทคโนโลยี AI
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 พ.ค. 69)





